Thai BMA คาด เอกชนออกหุ้นกู้ 8.8-9แสนล้าน โตเล็กน้อนเทียบปี68 ที่ออก8.8แสนล้าน เชื่อเป็นไปได้เหตุมีหุ่นกู้ครบกำหนดชำระ8.7แสนล้าน ขณะที่บอร์ด ESGฮอต!! ยอดออก 2แสนล้านโตเกิน18% ทุนนอกยังไหลซบทั้งปีซื้อสุทธิ7.5หมื่นล้าน เก็งค่าบาท -ดอกเบี้ยแท้จริงเกิน3%
ดร.สมจินต์ ศรไพศาลกรรมการผู้จัดการสมาคมตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) น.ส อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ThaiBMA ร่วมแถลงข่าวแนวโน้มตลาดตราสารหนี้ปี 2569 และสรุปภาพรวมปี2568
โดยคาดว่าใน ปี2569 หุ้นกู้เอกชน จะมียอดการออกและเสนอขาย 8.8-9แสนล้านบาท โตขึ้นเล็กน้อยจากปี2568 และมั่นใจว่าจะเห็นตัวเลขนี้ เพราะในปี2569 จะมีหุ้นกู้เอกชนที่จะครบกำหนดชำระรวมทั้งสิน 8.75แสนล้านบาท ที่จะอยู่ใน 3 กลุ่มธุรกิจหลักที่ออกหุ้นกู้มากที่สุด ไฟแนนซ์ หุ้นกู้ที่ทำเงินกองทุนขั้นที่2 จะครบกำหนด 5ปี ,พลังงาน และ อสังหาริมทรัพย์
สำหรับปี 2568 หุ้นกู้ภาคเอกชน ลดลง 3.51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้ระยะยาว) เท่ากับ 881,083 ล้านบาท ลดลง 3.51% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากการออกลดลงของผู้ออกทั้งในกลุ่ม Investment grade (IG) และ High yield (HY) แต่ทั้งนี้ กลุ่ม IGสามารถออกหุ้นกู้ได้มากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกที่ยาวขึ้นและมูลค่าเฉลี่ยการออกสูงขึ้น ในขณะที่กลุ่ม HY ออกหุ้นกู้ได้น้อยกว่าที่
ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกที่สั้นลงและมูลค่าเฉลี่ยการออกต่ำลง กลุ่มอุตสาหกรรมที่มี
ยอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ENERGY, FINANCE, และ PROPERTY ตามลำดับ
หุ้นกู้ระยะยาวที่ออกทั้งหมดในปี 2568 เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป (PO) ในจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า
ESG bond ฮอต 2แสนล้าน
• การออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน (ESG bond) เพิ่มขึ้น 18.18% จากปี 2567: การออก ESG bond ในปี 2568 เท่ากับ 208,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจากการออกเพิ่มขึ้นของรัฐบาลที่ยังคงเป็นผู้นำการออก ESG bond โดยในปี 2568 ได้หันมาออก Sustainability-linked Bond (SLB) เป็นหลักแทนการออกSustainability bond ส่วนภาคเอกชนมีมูลค่าการออก SLB เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย ณ สิ้นปี 2568 ESG bond มีมูลค่าคงค้างรวมเท่ากับ 978,425 ล้านบาท คิดเป็น 5.46% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย
ต่างชาติซื้อสุทธิ 7.5หมื่นล้าน
• นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย72,396 ล้านบาท ในปี 2568: โดยเป็นการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 1 ไตรมาส 2 และไตรมาส 4 รวม 75,666 ล้านบาท รวมกับการขายสุทธิ 3,270 ล้านบาทในไตรมาส 3 ทำให้ ณ สิ้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 9.18 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.12% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย
โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.09 ปี ลดลงจาก 8.66 ปีเมื่อสิ้นปี 2567
• เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลง: ในปี 2568 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond yield) ปรับตัวลดลงทั้งเส้น โดย Bond yield ระยะสั้นลดลงเร็วกว่าระยะยาวในลักษณะ Bull steepening ที่ Bond yield ระยะสั้นปรับลดตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ส่วนBond yield ระยะยาวปรับลดลงน้อยกว่าซึ่งน่าจะสะท้อนความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะหรือ Bond supply ในระดับสูง ส่งผลให้ Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ10 ปี ปรับตัวลดลง 89, 81 และ 65 bps. จากสิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 1.13%, 1.28% และ1.66% ตามลำดับ ณ สิ้นปี 2568
• เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล: ในปี 2568 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ AAA รุ่นอายุ 5 ปี ปรับตัวลดลง 100 bps. มากกว่าพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้กลุ่ม AA A และ BBB+ ที่ปรับตัวลดลง 75-89 bps. ทำให้ ณ สิ้นปี 2568 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้อายุ 5 ปี กลุ่ม AAA AA A และ BBB+ ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.81%2.10% 2.53% และ 3.78% ตามลำดับ
• อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2569 มีแนวโน้มปรับลดลงประมาณ 1 ครั้ง: ผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 1 ครั้ง 0.25% ในช่วงไตรมาสที่ 2 ลงมาอยู่ที่ 1.00%จากปัจจุบันที่ 1.25% สำหรับการคาดการณ์Bond yield ไทย
ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า ปี 2569 Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปีจะขยับตัวต่ำลงเฉลี่ยราว 5-10 bps. จากสิ้นปี2568 โดยมีปัจจัยหลักจากแผนการระดมทุนของรัฐบาล การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย และกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ