ตลาดหุ้นไทยปี 2026 ปีม้า “ตีนปลาย”คงเป้าหมายดัชนีปลายปีที่ 1,440 จุด

Categories : Update News, Stock Market

Public : 12/01/2026

ตลาดหุ้นไทยปี 2026 ปีม้า “ตีนปลาย” โดย พิริยพล คงวาณิช Strategist, BLS Wealth Research

🔹Bottom Line

ตลาดหุ้นไทยปี 2026 เปรียบเสมือน “ม้าตีนปลาย” ที่แม้จะออกตัวช้าในช่วงครึ่งปีแรกจากสุญญากาศทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แต่เรามองเห็นโอกาสเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังหากการจัดตั้งรัฐบาลราบรื่น หนุนโดยการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการลงทุน Data Center โดยคงเป้าหมายดัชนีปลายปีที่ 1,440 จุด

🔻ภาพรวม: ครึ่งแรกซึม ครึ่งหลังคึกคักขึ้น

เส้นทางของ SET Index ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เต็มไปด้วยแรงเสียดทานจาก "Policy Gap" หรือสุญญากาศทางการเมืองที่อาจทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเบิกจ่ายงบประมาณสะดุด ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่แผ่วลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยจำกัดอัพไซด์ของตลาดในระยะสั้น

อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าจุดเปลี่ยนสำคัญจะเกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 2 หากการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นตามกรอบเวลา ซึ่งจะเป็นตัวจุดชนวนให้มาตรการกระตุ้นต่างๆ กลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้ง ผนวกกับปัจจัยบวกจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center จะช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นไทยกลับมามีความน่าสนใจและฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง

🔻การเมือง: Pre-election rally…ความเหมือนที่แตกต่าง

แม้สถิติในอดีตจะชี้ว่าตลาดหุ้นไทยมักเกิด Pre-election rally ก่อนการเลือกตั้ง แต่สำหรับรอบนี้เรามองว่าบรรยากาศจะเป็นลักษณะ "Wait-and-see" เพื่อรอความชัดเจนมากกว่า ทำให้ธีมเลือกตั้งอาจไม่มีผลเชิงบวกมากนัก นอกจากนี้ นักลงทุนควรจับตาความเสี่ยงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า (Delay Case) ซึ่งหากลากยาวไปถึงปลายไตรมาส 3 อาจกระทบต่อการจัดทำงบประมาณปี 2027 และกดดันให้ GDP ปี 2026 เติบโตเพียง 1.2% (จากกรณีฐานที่ 1.6%) และฉุดกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS Growth) ให้เหลือโตเพียง 4%

🔻กลยุทธ์: ยึดที่มั่น "ปันผล-กำไรแข็งแกร่ง"

ภายใต้กรอบดัชนี 1,230–1,300 จุด ในช่วง 1 เดือนข้างหน้า เราแนะนำ “กลยุทธ์ตั้งรับ โดยเน้น Buy on Dips” และ “ใช้จังหวะ Sector Rotation ในการทำกำไร” โดยมีแกนหลักคือ "หุ้นปันผลสูง" เนื่องจากปัจจุบัน Dividend Yield Gap ของตลาดหุ้นไทยเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงช่วงวิกฤตโควิด ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีในการสะสมหุ้นคุณภาพที่มีกระแสเงินสดแกร่งและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารนำโดย SCB ที่ให้ผลตอบแทนคาดหวังโดดเด่นสูงสุดถึง ~6.1%, TISCO (~5.3%) และ KTB (~4.5%) รวมทั้งกลุ่มอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ WHAUP (~4.5%) ซึ่งเป็น Proxy ของธีม Data Center, CPN (~3.8%) ที่มีรายได้ค่าเช่าสม่ำเสมอ และ PTT (~3.8%) ที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง

ส่วนหุ้น “Trading” เน้นกลุ่มโรงกลั่น จากปัจจัยหนุนเฉพาะตัวเรื่องค่าการกลั่น

สำหรับ Top Picks จากลิสต์ข้างต้น ได้แก่ 📍หุ้นที่มีปัจจัยบวกชัดเจน: WHAUP และ CPN 📍หุ้นที่กำไรไตรมาส 4/25 มีโอกาสดีกว่าคาด: ITC