กลุ่มทิสโก้ประกาศยุทธศาสตร์ 3 ปี (2569–2571) ตั้งเป้าสินเชื่อปี 69 โต 0–5% รุกเช่าซื้อรถ รับตลาดฟื้น คุม NPL ต่ำ 2.3% คงปันผลสูงต่อเนื่อง
Categories : Update News, Finance
Public : 14/01/2026กลุ่มทิสโก้ประกาศยุทธศาสตร์ 3 ปี (2569–2571) มุ่งพลิกความท้าทายเป็นโอกาส สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน วางเป้าหมายปี 2569 ขยายสินเชื่อรวม 0–5% เน้นสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะเช่าซื้อรถยนต์ใหม่และสินเชื่อจำนำทะเบียน หลังตลาดรถยนต์เริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าคุมคุณภาพสินทรัพย์ รักษาระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ไม่เกิน 2.3% และคาดว่าส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะปรับตัวดีขึ้น ท่ามกลางทิศทางดอกเบี้ยขาลง ขณะที่ยังคงนโยบายจ่ายปันผลในระดับสูงจากฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มทิสโก้ประกาศยุทธศาสตร์ 3 ปี (2569–2571) มุ่งพลิกความท้าทายเป็นโอกาส สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการขยายธุรกิจในกลุ่มที่มีศักยภาพ ยกระดับประสิทธิภาพด้วย AI และโซลูชันดิจิทัล พัฒนา Ecosystem ทางการเงินครบวงจร ควบคู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก และสนับสนุนการเงินสีเขียว เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว
ภาวะเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ธนาคารเลือกขยายสินเชื่ออย่างระมัดระวัง โดยสินเชื่อรายย่อยตั้งเป้าเติบโตราว 5% จากเช่าซื้อรถใหม่และสินเชื่อจำนำทะเบียน ขณะที่สินเชื่อธุรกิจและเอสเอ็มอีคาดทรงตัวจากปีก่อน
ด้านการบริหารความเสี่ยง ธนาคารยังคงนโยบายตั้งสำรองอย่างเข้มงวด แม้ Coverage Ratio อยู่ในระดับสูงกว่า 172% เพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ส่วน NIM ปี 2569 มีแนวโน้มปรับดีขึ้น จากพอร์ตสินเชื่อดอกเบี้ยคงที่ราว 70% ทำให้ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาลงจำกัด ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีทิศทางเติบโต จากค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้าประกันภัย การจัดการกองทุน และวาณิชธนกิจ
สำหรับนโยบายผู้ถือหุ้น กลุ่มทิสโก้ยังคงจ่ายปันผลในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ เฉลี่ยที่ผ่านมา 7.75 บาทต่อหุ้น โดยตั้งเป้ารักษากำไรไม่ต่ำกว่า 6,200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่กระทบต่อเงินกองทุนหรือแผนขยายสินเชื่อ
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 กลุ่มทิสโก้มีกำไรสุทธิ 6,659 ล้านบาท ลดลง 3.5% จากปีก่อน ตามแผนเพิ่มสำรองรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจ ขณะที่ฐานะเงินกองทุนยังแข็งแกร่ง โดยมี BIS Ratio ราว 20.5% สูงกว่าเกณฑ์กำกับอย่างมีนัยสำคัญ
