ฮั่วเซ่งเฮง ชึ้ทองคำทะลุ 5,000 ดอลลาร์ ไม่ใช่แค่ All-Time High แต่สะท้อนโลกการลงทุนกำลังเปลี่ยนโหมด

Categories : Update News, Wealth

Public : 27/01/2026

ราคาทองคำโลกที่ปรับตัวทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ในช่วงต้นปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการทำสถิติสูงสุดใหม่ในเชิงตัวเลข แต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าโลกการลงทุนกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุคที่ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์เป็นองค์ประกอบถาวรของระบบการลงทุน การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแรงเก็งกำไรระยะสั้น หากเป็นผลลัพธ์ของความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ความไม่มั่นคงด้านดุลอำนาจ และการใช้มาตรการทางการค้าเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์

 

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าปีนี้โลกไม่ได้เผชิญกับความเสี่ยงแบบแยกส่วนอีกต่อไป แต่กำลังอยู่ในภาวะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่และเชื่อมโยงถึงกันในเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน การค้า ภาวะเงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นหรือเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้มีกรอบเวลาที่ชัดเจน และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ตลาดเริ่มปรับมุมมองจากการแสวงหาผลตอบแทน ไปสู่การปกป้องความมั่นคงของพอร์ตการลงทุนเป็นลำดับแรก

 

อิหร่าน ศูนย์กลางความเสี่ยงของระบบพลังงานและความมั่นคงโลก

จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ อิหร่านคือจุดที่นักวิเคราะห์ให้ความสำคัญสูงสุด และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังอยู่ในโหมด “ระวังภัย” อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2026 อิหร่านเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจขั้นรุนแรง หลังค่าเงินเรียล (Iranian Rial) ดิ่งลงอย่างหนักจนแทบไร้ค่าในตลาดโลก ภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ควบคู่กับความความตึงเครียดทางการเมือง จนนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของประเทศ และลุกลามไปถึงการเรียกร้องให้โค่นล้มรัฐบาลและผู้นำสูงสุด มีรายงานว่าเหตุปะทะและการปราบปรามของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 5,000 ราย และมีการจับกุมผู้ประท้วงอีกกว่า 10,000 ราย

 

ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรตะวันตกอยู่ในภาวะตึงเครียด ภายหลังรัฐบาลเตหะรานกล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอยู่เบื้องหลังการประท้วงและเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น ตลอดจนการให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายและกลุ่มจลาจลติดอาวุธสังหารชาวอิหร่านผู้บริสุทธิ์ โดยล่าสุดบรรยากาศความตึงเครียดในตะวันออกกลางร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อกองทัพสหรัฐฯ เคลื่อนกำลังพลครั้งใหญ่ ทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และทหารหลายพันนาย มุ่งหน้าไปยังอ่าวเปอร์เซียในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุด ในขณะที่อิหร่านได้ยกระดับการเตรียมพร้อมของหน่วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นมาตรการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน หากมีการละเมิดอธิปไตยเกิดขึ้น การเคลื่อนไหวของทั้ง 2 ฝ่ายในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ตลาดไม่อาจมองข้ามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลก ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

 

อิหร่านคือจุดคอขวดของพลังงานโลก

อิหร่านมีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของตะวันออกกลาง และมีอิทธิพลต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เรือขนส่งน้ำมันดิบของโลกกว่าหนึ่งในห้าต้องแล่นผ่าน หากเกิดการใช้กำลังทางการทหาร และเส้นทางขนส่งสำคัญถูกตัดขาด ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะถูกไม่จำกัดอยู่เพียงระดับภูมิภาค แต่จะส่งแรงสั่นสะเทือนต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ภาวะเงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิตสินค้าของทุกประเทศทันที

 

ความเสี่ยงของการปะทะโดยตรง ระหว่างประเทศมหาอำนาจ

อิหร่านไม่ใช่ประเทศโดดเดี่ยว หากสถานการณ์บานปลาย อาจดึงชาติมหาอำนาจอย่างรัสเซีย จีน หรือกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางเข้ามาข้องเกี่ยวในทางตรงหรือทางอ้อม ตลาดจึงมองว่านี่ไม่ใช่ความขัดแย้งระดับภูมิภาคทั่วไป แต่เป็นจุดที่อาจทำให้อำนาจความสมดุลของโลกสั่นคลอน

 

ความไม่แน่นอนที่ไม่มีจุดจบ

ต่างจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ อิหร่านคือความเสี่ยงที่ “ยืดเยื้อ” และพร้อมปะทุได้ตลอดเวลา เพียงข่าวการเคลื่อนไหวของกองกำลัง หรือถ้อยแถลงที่แข็งกร้าว ก็เพียงพอที่จะทำให้ตลาดเข้าสู่โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทันที

 

เศรษฐกิจโลกยังเดินหน้าต่อ ท่ามกลางความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งรัสเซีย–ยูเครนที่ยังคงไร้ทางออก ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปจากประเด็นกรีนแลนด์ รวมถึงการแทรกแซงทางการเมืองในลาตินอเมริกา ล้วนสะท้อนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคของการแข่งขันด้านอำนาจมากกว่าความร่วมมือ สำหรับตลาดการเงิน ความแตกแยกระหว่างพันธมิตรไม่ได้หมายถึงความเสี่ยงเฉพาะภูมิภาค แต่หมายรวมถึงความยากลำบากในการประสานนโยบายเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงในระดับโลก ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อทิศทางเศรษฐกิจในระยะยาว

แม้ในเชิงเศรษฐกิจ โลกจะยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยขั้นรุนแรง แต่ความเปราะบางส่วนใหญ่ล้วนเชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งสะท้อนออกมาแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ส่วนสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาระหนี้และต้นทุนทางการเงินที่สูงท่ามกลางความขัดแย้งด้านการเมืองภายในประเทศ ยุโรปได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและความไม่เป็นเอกภาพด้านนโยบาย ขณะที่จีนยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมทางการค้าระหว่างประเทศ เศรษฐกิจโลกจึงอยู่ในภาวะ “เดินต่อได้ แต่ไม่มีภูมิคุ้มกัน” ซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ

 

เงินเฟ้อชะลอแต่ความเสี่ยงยังสูง นโยบายดอกเบี้ยไม่อาจแก้ไขทุกปัญหา

ในด้านเงินเฟ้อ แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอลงจากจุดสูงสุด แต่แรงกดดันด้านราคาที่ตลาดกังวลในปัจจุบันมีรากฐานมาจากภูมิรัฐศาสตร์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของพลังงาน การกีดกันทางการค้า หรือการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ปัจจัยเหล่านี้ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยนโยบายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว เมื่อดอกเบี้ยไม่สามารถจัดการต้นตอของความเสี่ยงได้อย่างแท้จริง ทองคำจึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือรักษามูลค่าในโลกที่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง จากเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ แม้จะอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวก็ตาม

 

ผู้เล่นรายใหญ่เพิ่มการถือครองทองคำ หนุนทิศทางราคาระยะยาว

ขณะที่พฤติกรรมของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดยิ่งตอกย้ำบทบาทของทองคำในบริบทนี้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลาง กองทุนระยะยาว และสถาบันการเงินที่เพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงิน และเสถียรภาพของระบบการเงิน การเข้าซื้อทองคำของกลุ่มทุนเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำกำไรระยะสั้น หากเป็นการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนในระยะยาว ซึ่งส่งผลให้การปรับขึ้นของราคาทองคำมีฐานที่แข็งแรงและยั่งยืนมากขึ้น

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด การที่ราคาทองคำทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ จึงไม่ใช่ปลายทางของรอบขาขึ้น แต่เป็นสัญญาณว่าตลาดการเงินกำลังเข้าสู่โหมดใหม่ที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นองค์ประกอบถาวรของระบบการลงทุน ทองคำจึงเปลี่ยนบทบาทจากสินทรัพย์หลบภัยซึ่งป้องกันความเสี่ยงในยามวิกฤต ไปสู่การเป็นสินทรัพย์หลักที่นักลงทุนใช้สร้างความสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุน ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ

 

เป้าหมายและกลยุทธ์การลงทุนทองคำ

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าแม้ราคาทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น แต่อาจเผชิญกับแรงขายทำกำไรจากตลาดเป็นระยะ นักลงทุนจึงควรรอโอกาสเข้าซื้อในช่วงที่ราคาย่อตัวลง โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ระดับ 5,000 และ 4,935 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ (หรือเทียบเป็นราคาทองภายในประเทศอยู่ที่ 74,500 และ 73,500 บาทต่อบาททองคำ) ขณะที่เป้าหมายราคาทองคำในปี 2026 อยู่ที่ระดับ 5,440 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ (หรือเทียบเป็นราคาทองภายในประเทศอยู่ที่ 81,000 บาทต่อบาททองคำ) โดยคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่ 31.50 บาท / ดอลลาร์