คลัง คาดจีดีพี ปี 69 อยู่ที่ 2% พร้อมปรับจีดีพี ปี 68 เหลือ 2.2% ต่อปี

Categories : Update News, Finance

Public : 27/01/2026

คลัง คาดเศรษฐกิจไทย ปี 69 ขยายตัวที่ร้อยละ 2.0 มีปัจจัยหนุนคือการท่องเที่ยว และการส่งออก ท่ามกลางความท้าทายจากมาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐ ปัจจัยฐานสูงจากการเร่งส่งออกในปีที่แล้ว และความล่าช้าของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570

พร้อมปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 2.2 จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 2.4  แม้ได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ และการส่งออกที่ขยายตัวกว่าคาด

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 และปี 2569 ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5)

    • ภาคการส่งออก จะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า มีอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 1% จากปี 68 มีอัตราการขยายตัวติดลบ 1.5% ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามทิศทางปริมาณการค้าโลกและผลของฐานที่สูงในปี 2568 ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.4 ถึง 4.4)]
    • ภาคการท่องเที่ยว เป็นปัจจัยหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 69 โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยจำนวน 35.5 ล้านคน ขยายตัว 7.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน คาดว่าจะสร้างรายได้ 1.6 ล้านล้านบาท
    • การบริโภคภาคเอกชน ที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.5
    • การลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวที่ร้อยละ 3.2  จากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้นหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI
    • การบริโภคภาครัฐ ขยายตัวร้อยละ 1.3
    • การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -1.7  เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้การเริ่มบังคับใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดและอาจออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวในระยะต่อไป
    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ร้อยละ 0.3 ต่อปี  ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 12.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.0 ของ GDP (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5 ของ GDP)

 

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง  ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้ยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบเพื่อขยายฐานภาษี และการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต และยังตระหนักถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เนื่องจากรูปแบบการผลิตเดิมอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบโตในอนาคต จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) และการยกระดับนวัตกรรมให้ตอบโจทย์กับห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก

รวมทั้งติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ

1) ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออก

2) ความเปราะบางทางการเงิน ระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังสูง ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุน

3) เสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังคาดว่าเศรษฐกิจไทย ปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี  เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 มีการฟื้นตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.2 ซึ่งได้รับปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น โครงการ "คนละครึ่ง พลัส" ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท  และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน” ทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัวที่ร้อยละ 3.3 และภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีเกินคาด โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐตามเกณฑ์สถิติดุลการชำระเงิน  คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 12.7 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 12.5 ถึง 13.0) จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการเติบโตในตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดียและจีน เป็นต้น ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 13.8 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 13.6 ถึง 14.1)

ขณะที่การบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 0.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.3 ถึง 0.8) การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 6.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 6.7 ถึง 7.2) จากผลของการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2569 (ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีปฏิทิน 2568) การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าขยายตัวที่ร้อยละ 2.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 ถึง 3.2)

แม้เศรษฐกิจในช่วงปลายปีจะเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้และปัจจัยชั่วคราวในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวตามการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน แต่นโยบายการคลังได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตได้สูงกว่าช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะแถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9:30 น. ต่อไป

ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ -0.1 เนื่องจากราคาพลังงานลดลงจากทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงตามนโยบายของภาครัฐ และราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะเกินดุล 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.8 ของ GDP