หุ้นไทยหลังเลือกตั้ง sentiment มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ upside กรอบบนอยู่ 1350–1370 จุด นักลงทุนอาจยังรอประเมินการจัดตั้งรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง ตั้งได้เร็วรอรับเงินต่างชาติไหลเข้าเหตุหุ้นไทยถูกสุดรอบ16ปี แนะ 4หุ้นเงินนอกเข้า CPN, COM7, BH, OSP, CPALL
Categories : Update News, Stock Market
Public : 02/02/2026โดย พิริยพล คงวาณิช (Pizza), นักกลยุทธ์ BLS Wealth Research
หุ้นไทยหลังเลือกตั้ง sentiment มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ upside กรอบบนอยู่ 1350–1370 จุด นักลงทุนอาจยังรอประเมินการจัดตั้งรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง ตั้งได้เร็วรอรับเงินต่างชาติไหลเข้าเหตุหุ้นไทยถูกสุดรอบ16ปี แนะ 4หุ้นเงินนอกเข้า CPN, COM7, BH, OSP, CPALL

ระยะสั้นหลังเลือกตั้ง sentiment ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ upside กรอบบนอยู่ 1350–1370 จุด นักลงทุนอาจยังรอประเมินการจัดตั้งรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง และความสามารถในการเร่งผลักดันนโยบาย
ขณะที่ กำไร 1Q26 อาจยังฟื้นตัวช้าภายใต้ช่วงสุญญากาศเชิงนโยบาย แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น ความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลาย จะเปิดทางให้เกิด Valuation-driven rotation จากเงินทุนต่างชาติเข้าสู่หุ้นคุณค่าในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะไทยซึ่งซื้อขายที่ระดับถูกที่สุดในรอบ 16 ปี เทียบตลาดหุ้นโลก และเอเชีย
ส่งผลให้ภาพกลาง-ยาวยังเป็นบวก และคง SET target ปี 2026 ที่ 1440 จุด (แต่หากกรณีเลวร้าย หากการจัดตั้งล่าช้าไปราว 3 เดือน และได้รัฐบาลใน 4Q26 ประเมิน SET target ลดลงเหลือ 1350 จุด) โดยกลยุทธ์ยังเน้นสะสมหุ้นคุณค่าคุณภาพสูงและหุ้นเป้าหมายกระแสเงินต่างชาติเป็นหลัก ได้แก่ ได้แก่ CPN, COM7, BH, OSP, CPALL
🔻ระยะสั้น: หลังเลือกตั้ง sentiment ดีขึ้น แต่ upside ยังจำกัด
ประเมินนักลงทุนอาจยังเข้าโหมด Reality check ยังรอประเมินการจัดตั้งรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง และความสามารถในการเร่งผลักดันนโยบาย ขณะที่ กำไร 1Q26 อาจยังฟื้นตัวช้า (BLS คาดกำไรหลัก +1% YoY, +5% QoQ) ภายใต้ช่วงสุญญากาศเชิงนโยบาย (policy gap) ไม่ว่าภายใต้การนำของพรรคใด ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ คาดไม่สูงมาก จากเม็ดเงินกระตุ้นจำกัด งบลงทุนภาครัฐฯ ที่ลดลงจากปีก่อน และสถานะการคลังที่ตึงตัว ทำให้การกู้เพิ่มทำได้ยาก
โดยแนวนโยบายหลักคาดเน้น 5 ด้าน ได้แก่
1) กระตุ้นการบริโภค-ลดภาระค่าครองชีพ 2) เร่งงบเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐฯ 3) ดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ FDI ต่อเนื่องผ่าน BOI Thailand FastPass 4) กระตุ้นภาคการท่องเที่ยว และ 5) มุ่งฟื้นตลาดหุ้นไทย
แต่จากเม็ดเงินกระตุ้นเพียงราว 4 หมื่นล้านบาท คาดหนุน GDP ปี 2025–26 เพียง 0.1–0.2% และหนุนกำไร SET ราว 0.4–0.8% ทำให้กรอบบนระยะสั้นประเมินที่ 1350–1370 จุด
🔻หากจัดตั้งรัฐบาลราบรื่น: Valuation-driven rotation จากเม็ดเงินต่างชาติจะหนุนตลาดขึ้นต่อ
แม้ศักยภาพการกระตุ้นเศรษฐกิจจะยังจำกัด แต่หากความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลาย จะเป็นปัจจัยหนุนกระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ “หุ้นคุณค่า” ในตลาดเกิดใหม่ (Valuation-driven rotation) รวมถึงตลาดหุ้นไทย ซึ่งปัจจุบันซื้อขายที่ PER ต่ำกว่าตลาดโลก (MSCI ACWI) ถึง 37% และต่ำกว่าเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น (MSCI Asia ex Japan) ถึง 21% นับเป็นระดับถูกที่สุดในรอบ 16 ปี ในกรณีได้รัฐบาลภายในเดือนพฤษภาคม ยังคง SET target ปี 2026 ที่ 1440 จุด ขณะที่กรณีเลวร้าย หากการจัดตั้งล่าช้าไปราว 3 เดือน และได้รัฐบาลใน 4Q26 ประเมิน SET target ลดลงเหลือ 1350 จุด
🔻กลยุทธ์ลงทุน: เน้นหุ้น Quality Value และหุ้น Foreign Flow Targets
แนะนำ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
1) หุ้นคุณค่าคุณภาพสูง (Quality value): ราคาต่ำมูลค่าในทุกมิติ (PER, PBV, EV/EBITDA), มีปันผลลดเสี่ยง (2026 Div yld > 3%), กำไรฟื้น-ไม่โดนหั่นประมาณการณ์แรง, ความผันผวนกำไรต่ำ-ROE ขาขึ้น
ได้แก่ CPN, COM7, BH, OSP, CPALL
2) หุ้นเป้าหมายนักลงทุนต่างชาติ (Foreign flow targets) ที่เม็ดเงินมักไหลเข้าตลอดทั้ง 6 รอบระหว่างปี 2005–2025
เช่น PTT, SCC, ADVANC
