ทีทีบี เสร็จสิ้นโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 ระยะเวลา 10 วัน สามารถซื้อหุ้นคืนได้กว่า 6,283 ล้านบาท หรือ 71% ของวงเงิน

Categories : Update News, Stock Market, Finance

Public : 06/02/2026

ทีทีบี เสร็จสิ้นโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 ระยะเวลา 10 วัน สามารถซื้อหุ้นคืนได้กว่า 6,283 ล้านบาท หรือ 71% ของวงเงิน เตรียมวางแผนสำหรับโครงการถัดไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายซื้อหุ้นคืน วงเงินรวม 21,000 ล้านบาท

กรุงเทพฯ 6 กุมภาพันธ์ 2569  -- จากที่ ทีทีบี ได้ประกาศปรับแผนการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 ให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิม พร้อมเพิ่มวงเงินซื้อคืนขึ้นเป็น 8,900 ล้านบาท โดยใช้วิธีการเสนอซื้อเป็นการทั่วไป (General Offer) ในราคา 2.03 บาทต่อหุ้น ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2569 ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น ภายหลังสิ้นสุดโครงการ ธนาคารได้รายงานการซื้อหุ้นคืนเป็นจำนวน 6,283 ล้านบาท หรือคิดเป็น 71% ของวงเงินซื้อคืนที่กำหนดไว้

 

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า สำหรับเป้าหมายของทีทีบีในปี 2569 นี้ นอกเหนือจากการช่วยเหลือลูกค้าแก้หนี้อย่างยั่งยืน ธนาคารยังคงมุ่งมั่นที่จะบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นผ่านการทำ Capital Management ซึ่งหนึ่งในแผนงาน ได้แก่ โครงการซื้อหุ้นคืนระยะ 3 ปี (ปี 2568-2570) วงเงินรวม 21,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง

 

ทั้งนี้ การซื้อหุ้นคืนเป็นเป็นกลไกที่ธนาคารใช้คืนเงินทุนส่วนเกินให้กับผู้ถือหุ้นที่ต้องการสภาพคล่องและผลตอบแทนในรูปแบบ Capital Gain จากการขายหุ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นปัจจุบัน (Existing Shareholder) เพราะการซื้อหุ้นคืนจะทำให้จำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ลดลง และส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนั้นการซื้อหุ้นคืนก็ช่วยหนุนให้ราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงมากขึ้นเช่นกัน

 

สำหรับความคืบหน้าของโครงการซื้อหุ้นคืนของทีทีบี ในภาพรวมธนาคารดำเนินการซื้อหุ้นคืนไปแล้ว 2 ครั้ง มีมูลค่ารวม 11,386 ล้านบาท หรือคิดเป็นจำนวนหุ้นซื้อคืน 5,783 ล้านหุ้น หรือ 5.9% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ซึ่งหากใช้ระดับกำไร ณ สิ้นปี 2568 ที่ 20,639 ล้านบาท มาเป็นตัวอย่างในการประเมินผลประโยชน์จากการซื้อหุ้นคืน 2 ครั้งที่ผ่านมา พบว่า EPS และ ROE ของปี 2568 หลังการซื้อหุ้นคืนมีระดับที่ดีกว่ากรณีที่ไม่มีโครงการซื้อหุ้นคืนประมาณ 5% และ 40 basis points ตามลำดับ สะท้อนผลจากการบริหารส่วนทุนอย่างมีประสิทธิภาพโดยการลดสภาพคล่องส่วนเกินให้มีความเหมาะสม

ภายหลังการซื้อหุ้นคืน ธนาคารยังคงมีสถานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 19% สะท้อนความพร้อมในการรองรับการเติบโตทางธุรกิจในอนาคตและการบริหารผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการจ่ายเงินปันผล

 

ในด้านการจ่ายเงินปันผลนั้น ธนาคารได้ยกระดับการจ่ายเงินปันผลจากอัตรา 30-35% ในช่วงก่อนรวมกิจการ มาอยู่ที่อัตรา 60% (อัตราเงินปันผลระหว่างกาล ในปี 2568) ซึ่งคิดเป็น Dividend Yield ที่ราว 6-7% ถือได้ว่าทีทีบีเป็นหนึ่งในธนาคารที่ส่งมอบผลตอบแทนให้กับ Existing Shareholder ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม

 

ทั้งนี้ ธนาคารยังคงมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายซื้อหุ้นคืนวงเงินรวม 21,000 ล้านบาท โดยยังมีวงเงินซื้อหุ้นคืนคงเหลือประมาณ 9,600 ล้านบาท ซึ่งจากการที่ธนาคารสามารถดำเนินโครงการที่ 2 ได้เร็วกว่ากำหนดเดิม จึงทำให้มีความยืดหยุ่นในแง่ของกรอบเวลาและสามารถดำเนินโครงการถัดไปได้เร็วขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดี ธนาคารจะพิจารณากำหนดรูปแบบและวิธีการซื้อหุ้นคืนให้เหมาะสมกับแนวโน้มภาวะตลาดทุน เพื่อให้การซื้อหุ้นคืนในแต่ละครั้งก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้นทุกกลุ่ม