เทรดสนั่น!!1แสนล้าน หุ้นไทยตอบรับผลเลือกตั้งแรงเวอร์!!! ดัชนีพุ่งทะลุ1,400 จุด

Categories : Update News, Stock Market

Public : 09/02/2026

หุ้นไทยตอบรับผลเลือกตั้งแรงเวอร์!!! ดัชนีพุ่งทะลุ1,400 จุด ขณะที่วอลุ่มซื้อขาย 1.02แสนล้าน ทำสถิติสูงสุดในรอบ 1ปี ต่างชาติซื้อหนัก 1.6หมื่นล้าน

 

การลงทุนในตลาดหุ้นไทย 9 กพ 2569 หลังทราบผลการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเป็นอันดับ1 และนายอนุทิน ชาญวีรกุล จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 และเป็นรัฐบาลที่มีโครงสร้าง มีเสถียรภาพ การดำเนินนโยบายต่างๆจะต่อเนื่อง จับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนละครึ่งพลัส ส่วนตลาดหุ้น TISA เป็นต้น

ปัจจัยบวกนี้หนุนดัชนีตลาดเปิดบวกทันทีกว่า 30 จุดและอยู่ในแดน บวกตลอดทั้งวัน ดัชนีขึ้นไปบวกสูงสุดที่กว่า 50 จุดและย่อตัวลงมาปิดตลาดที่  1,400.89 จุด บวก 46.88 จุดหรือ 3.46%  ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1.02แสนล้านบาท ทำสถิติ มากสุดในรอบ1ปีกว่า  ถ้านับจาก 6 กันยายน 2567 วอลุ่มพุ่งไปที่ 107,404 ล้านบาท

 นาย พิริยพล คงวาณิช (Pizza), นักกลยุทธ์ BLS Wealth Researchบล.บัวหลวง ระบุว่าตลาดหุ้นไทย หากอิงสถิติในอดีต หลังจากเลือกตั้ง 10 ครั้งหลังสุด หุ้นไทยขึ้นราว 1.5% และในช่วงที่รัฐบาลได้เสียงข้างมากสูงอาจบวกราว 4.8% ในช่วง 1 เดือน

ประเมินว่า อาจเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรออกมา แต่ประดัชนี  ยังปรับตัวขึ้นต่อ SET target ปลายปี อยู่ที่ 1440 กรณีฐาน และ 1500 กรณีดีที่สุด

ทั้งนี้ถ้าหุ้นปรับฐาน  แนะนำสะสมหุ้นแถว 1370 เน้นกลุ่มที่น่าจะเห็นนโยบายกระตุ้นออกมาได้ก่อน

1) กระตุ้นการบริโภค-ลดภาระค่าครองชีพ: เป็นบวกต่อความต้องการสินค้าอุปโภค-บริโภคจำเป็น (ของกินของใช้/เครื่องดื่ม) CPALL, OSP

2)เร่งงบเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐฯ: อาจเป็น sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานประเทศ GULF SCC

3) ดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ FDI ต่อเนื่องผ่าน BOI Thailand FastPass: เป็น sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานประเทศ-ดาต้าเซ็นเตอร์ WHAUP 4) กระตุ้นภาคการท่องเที่ยว: เน้นกระจายท่องเที่ยวเมืองหลักสู่เมืองรอง/ฮับด้าน Wellness-อีเวนต์/Man made destination เป็น sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มโรงแรม สนามบิน AOT BH

5) ฟื้นตลาดหุ้นไทย: หนุนโครงการบัญชีการออมระยะยาว สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หนุน sentiment หุ้นปันผลคุณภาพ KTB

: บล.ทิสโก้ ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยพลิกล็อกชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายได้ ส.ส. มากเป็นอันดับ 1 จำนวน 194 ที่นั่ง ตามด้วยพรรคประชาชน 116 ที่นั่ง, พรรคเพื่อไทย 76 ที่นั่ง, พรรคกล้าธรรม 57 ที่นั่ง, พรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง และที่เหลือเป็นพรรคอื่น ๆ รวม 35 ที่นั่ง

 ผลการเลือกตั้งข้างต้นถือเป็นกรณีที่ดีที่สุดที่เราเคยประเมินไว้ตาม 3 ฉากทัศน์ทางการเมืองในช่วงต้นเดือน ก.พ.

เราคาดตลาดหุ้นไทยจะตอบสนองเชิงบวก SET Index มีแนวโน้มแกว่งซิกแซกขึ้นทดสอบระดับ 1400 และมีโอกาสที่จะทะลุระดับดังกล่าวในระยะสั้น เพราะพรรคภูมิใจไทยที่เป็นผู้นำในการจัดตั้งรับบาลจะมีอำนาจต่อรองสูง มีความต่อเนื่องของนโยบาย (คนละครึ่งพลัส เฟส 2, Thailand Fast Pass, ส่งเสริมการท่องเที่ยว) และน่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูง

ขณะที่ความคาดหวัง Foreign Fund Flows จะไหลเข้าต่อเนื่อง (YTD มียอดซือสุทธิสะสมแล้วราว 1.5 หมื่นล้านบาท)

“สถิติในอดีต SET Index หลังการเลือกตั้งในช่วง 2-4 สัปดาห์ มักจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยอยู่ที่ +1.2% ถึง +2.3% และมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 67-80% ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มักปรับขึ้นและ Outperform คือ กลุ่ม FIN, MEDIA, PROP และ CONS”

 รอบนี้ในกลุ่มที่คาดว่าจะ Outperform ตลาดรอบนี้ - หุ้นค้าปลีก CPALL, CPAXT, BJC, CRC, MRDIYT หุ้นท่องเที่ยว AWC, ERW หุ้นนิคมฯ WHA หุ้นรับเหมา STECON, CK และหุ้นไฟแนนซ์ MTC

 

 อย่างไรก็ดี Upside ตลาดไม่น่าจะไปได้ไกลเรื่อย ๆ จนถึง 1500 และห่วงอาจมีปรับฐานลงในช่วงปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องไตรมาส 3 จากปัจจัยพื้นฐานในแง่ของเศรษฐกิจและกำไรบจ.ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงได้เร็วในระยะสั้น และไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นใครต่างมีข้อจำกัดการใช้งบประมาณ เนื่องจากหนี้สาธารณะต่อ GDP ในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 66% เข้าใกล้เพดานที่ 70% และความล่าช้างบประมาณปี 2570 ที่จะกดดันเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ ดัชนีมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway UP โดยนักลงทุนยังคงจับตาความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงสูงสุดและมีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พร้อมติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะถูกนำมาใช้ในระยะถัดไป

นอกจากนี้ นักลงทุนยังให้ความสนใจกับการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการลงทุนในระยะสั้น โดยคาดว่าดัชนี SET จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,380-1,430 จุด