EXIM BANK ปรับทัพเป็น Export Co-pilot เสริมสภาพคล่อง-บริหารความเสี่ยง นำผู้ส่งออกไทยบุกตลาดใหม่รับมือการค้าโลกยุคใหม่
Categories : Update News, Finance, PR News
Public : 12/02/2026นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แถลงนโยบายและบทบาท EXIM BANK ในโอกาสที่ธนาคารครบ 32 ปี ก้าวสู่ปีที่ 33
EXIM BANK ปรับบทบาทสู่การเป็น “Export Co-pilot”
ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อปี 2569 ไว้ที่ 6 หมื่นล้านบาท โดยเตรียมสภาพคล่องหมุนเวียนไว้ไใม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนได้มากถึง 1 แสนล้านบาท ตามอัตราการขยายตัวของการส่งออก
สนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา เสริมองค์ความรู้ เติมสภาพคล่อง ไปจนถึงการจัดหาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในทุกช่วงจังหวะของธุรกิจในปี 2569 โดยเฉพาะ SMEs ภายใต้ยุทธศาสตร์ S-M-A-R-T ได้แก่ SME Export Grooming การยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่สากล Market Expansion การเปิดโลกและโอกาสทางการค้า Advocacy & Sustainability การสร้างการรับรู้และการเติบโตอย่างยั่งยืน Revamp Digital Systems การพัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรมรองรับการขยายธุรกิจ และ Teamwork Spirits การสร้างวัฒนธรรม EXIM One Team เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขับเคลื่อนภาคธุรกิจ องค์กร ประเทศ และโลกสู่ความยั่งยืน
พร้อมอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตรจากภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เพื่อผลักดันผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าไทยตลอดซัพพลายเชนให้เติบโตแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก
ซึ่งภาพรวมผู้ส่งออกของไทยตอนนี้มีราว 2.7 หมื่นราย แบ่งเป็นรายใหญ่ 5 พันราาย และผู้ส่งออกรายขนาดเล็ก หรือเรียกว่า SME x มีอยู่ราว 2.2 หมื่นราย ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวน SMEs ทั้งประเทศที่มีอยู่ 3 ล้านราย
ผลดำเนินงานปี 68 ปล่อยสินเชื่อได้กว่า 5.4 หมื่นล้าน
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ด้านการเสริมสภาพคล่อง กระตุ้นการส่งออก และเปิดตลาดใหม่ EXIM BANK อนุมัติสินเชื่อใหม่รวม 54,346 ล้านบาท ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่รุนแรง พร้อมผลักดันการกระจายความเสี่ยงด้วยการรุกตลาดใหม่ (New Frontiers) ลดการพึ่งพาตลาดเดิม โดยมีวงเงินอนุมัติสินเชื่อในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และตลาดใหม่รวม 9,125 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันรวม ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 191,800 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันการส่งออกและประกันความเสี่ยงการลงทุนมีปริมาณธุรกิจรวม 194,564 ล้านบาท
ด้านการส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคต EXIM BANK มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและเศรษฐกิจสีเขียว โดย ณ สิ้นปี 2568 มีสินเชื่อและภาระผูกพันที่สนับสนุนการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เช่น พลังงานสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวม 91,650 ล้านบาท คิดเป็น 47.78% ของยอดคงค้างรวม สะท้อนบทบาทของ EXIM BANK ในการช่วยผู้ประกอบการไทยทุกขนาดธุรกิจยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดรับมาตรฐานสากล เพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดโลก
ด้านการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ EXIM BANK มีหลักสูตร “EXIM 2X” ที่ออกแบบให้ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจส่งออก ตั้งแต่การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เครื่องมือบริหารความเสี่ยง กลยุทธ์เจาะตลาดต่างประเทศ การจัดการโลจิสติกส์ ไปจนถึงการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึง ESG พร้อมสร้างโอกาสการค้าผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจและกิจกรรมอื่น ๆ ของศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (Export Studio) ตลอดทั้งปี ส่งผลให้มีผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาศักยภาพสะสมรวม 25,036 ราย
ด้านการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ EXIM BANK รักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ ผ่านมาตรการ “คุณสู้ เอ็กซิมช่วย” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจให้สามารถฟื้นฟูกิจการและลดภาระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ สิ้นปี 2568 ธนาคารมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) 3.66% ใกล้เคียงกับปีก่อน แม้ภาคธุรกิจเผชิญความไม่แน่นอนจากหลากหลายปัจจัยเสี่ยง ขณะที่มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต 17,139 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงถึง 261.85% ขณะที่กำไรสุทธิปี 2568 เท่ากับ 1,904 ล้านบาท
ความเสี่ยงการส่งออกไทย จากปัจจัยภายนอก
1 สงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อ
2 เศรษฐกิจประเทศหลักมีแนวโน้มชะลอตัว ประกอบกับ ค่าเงินบาทที่แกว่งตัวรุนแรงตามปัจจัยภายนอก เพิ่มความเสี่ยงต่อรายได้และต้นทุนของผู้ส่งออก ธนาคารจึงได้สนับสนุนผู้ประกอบการให้ทำประกันการส่งออกในราคาพิเศษ เพื่อป้องกันความเสี่ยง
3 ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่ยังอยู่ในระดับสูง
4 การกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
5 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากภัยธรรมชาติ ดังเช่นอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้เมื่อปี 2568
