TLAA คาดปี69 ธุรกิจประกันชีวิตโต 2.5-3.3% ประกันสุขภาพยังเป็นตัวชูโรง

Categories : Update News, Insurance

Public : 19/02/2026
 

TLAA คาดปี69 ธุรกิจประกันชีวิตโต 2.5-3.3% ประกันสุขภาพยังเป็นตัวชูโรง

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายก สมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมประกันชีวิตในปี 2569 คาดว่าเบี้ยประกันภัยรวมจะเติบโตประมาณ 2.5-3.5% โดยยังคงมีสัดส่วนเบี้ยปีต่ออายุราว 70% และเบี้ยใหม่ประมาณ 30% สะท้อนถึงความสำคัญของการรักษาฐานลูกค้าเดิมควบคู่การขยายตลาดใหม่

ปัจจัยสำคัญที่หนุนการเติบโตมาจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว โดยในปี 2569 คาดว่าประชากรอายุเกิน 60 ปีจะมีสัดส่วนประมาณ 21% และจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2572 ส่งผลให้ประชาชนตระหนักถึงความจำเป็นในการออมเงินเพื่อการเกษียณมากขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญและการออมระยะยาวเพื่อลดหย่อนภาษีมีแนวโน้มเติบโตอย่างเด่นชัด

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนจากการมองหาความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) ได้รับความสนใจมากขึ้น ขณะที่ประกันสะสมทรัพย์แบบการันตีผลตอบแทนเริ่มมีความน่าสนใจลดลงในสายตาผู้ซื้อ

ในมิติการดำเนินงาน ธุรกิจประกันชีวิตกำลังก้าวข้ามจากการทำ Digital Transformation ไปสู่การใช้ Data Analytics และ AI อย่างจริงจังในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงการบริการลูกค้า นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยังเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ระบบ e-Policy เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2570 โดยปี 2569 จะเป็นช่วงทดสอบระบบและรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องต่อ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

ด้านนโยบายกำกับดูแล คปภ. เดินหน้าสนับสนุนการออมระยะยาวผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี พร้อมปรับลดอัตราความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นจาก 24% เหลือ 18% ตามสถิติความผันผวนจริง รวมถึงเปิดโอกาสให้บริษัทประกันสามารถขยายการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อบริหารความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักของธุรกิจในปี 2569 ยังคงเป็นภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ ค่ารักษาพยาบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ความต้องการประกันสุขภาพจะเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนการเคลมที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการและความสามารถในการทำกำไร

นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างจำกัดและระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ยังกดดันตลาดประกันกลุ่มและประกันสินเชื่อ เนื่องจากสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และองค์กรขนาดใหญ่พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการพนักงาน

ในส่วนของการแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะประกันกลุ่ม ยังคงรุนแรง ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ e-Policy ยังต้องอาศัยการปรับตัวของผู้บริโภค และการหาข้อสรุปร่วมกันในประเด็นการขอสำเนากรมธรรม์ในรูปแบบกระดาษ

“ทิศทางอุตสาหกรรมประกันชีวิตในระยะถัดไปจะมุ่งเน้น 3 แกนหลัก ได้แก่ การคุ้มครองสุขภาพ การวางแผนเกษียณ และการลงทุนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงลูกค้า และเสริมความแข็งแกร่งของระบบประกันชีวิตไทยในระยะยาว“นางนุสรา กล่าว

สำหรับภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการปรับโครงสร้างเชิงคุณภาพ โดยประกันสุขภาพยังคงเป็น “พระเอก” ของอุตสาหกรรม จากแรงกดดันของเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่อยู่ในระดับสูง คาดการณ์เติบโตประมาณ 14% ต่อปี ทำให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น โดยเฉพาะการซื้อประกันสุขภาพตั้งแต่อายุยังน้อย

ขณะเดียวกัน การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างชัดเจน ทำให้ประกันชีวิตแบบบำนาญเติบโตโดดเด่น โดยมีอัตราการขยายตัวระดับเกือบ 10% ในปีที่ผ่านมา สะท้อนความต้องการวางแผนเกษียณอย่างเป็นระบบ ส่วนประกันชีวิตแบบตลอดชีพยังคงขยายตัวต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นฐานหลักในการซื้อสัญญาเพิ่มเติมด้านสุขภาพ

ด้านผลิตภัณฑ์ออมทรัพย์และการลงทุน ประกันชีวิตควบการลงทุนเติบโตตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ประกันสะสมทรัพย์ชะลอตัว เนื่องจากบริษัทประกันมีความระมัดระวังต่อการรับประกันผลตอบแทนคงที่ในระยะยาว

ในเชิงความมั่นคง อุตสาหกรรมประกันชีวิตไทยยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนเงินกองทุนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำอย่างมาก สะท้อนถึงเสถียรภาพของระบบประกันชีวิต แม้ต้องเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ภาพรวมปี 2568 จึงถือเป็นปีแห่งการปูทาง ก่อนที่อุตสาหกรรมประกันชีวิตจะก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในปี 2569-2570 ทั้งด้านเทคโนโลยี การลงทุน และบทบาทในการเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับสังคมไทยในระยะยาว

อย่างไรก็ตามในปี 2568 ที่ผ่านมาภาพรวมธุรกิจประกันชีวิต สามารถทำเบี้ยประกันรับรวม 676,505 ล้านบาท เติบโต 3.45% แบ่งเป็น เบี้ยประกันใหม่ 190,886 เติบโต 3.6% เบี้ยประกันรับปีแรก 127,172 เติบโต 5.36% และเบี้ยประกันจ่ายครั้งเดียว 63,714 เติบโต 0.25% ขณะที่เบี้ยประกันต่ออายุอยู่ที่ 485,619 เติบโต 3.4%