นายกฯ ถกออกมาตรารรับมือการสู้รบตะวันออกกลาง คลังชี้กระทบ5ด้าน แต่ยังรับมือได้

Categories : Update News, Finance

Public : 02/03/2026

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ

เบื้องต้น ประเมินว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอน และยังมีผลกระทบต่อต้นทุนต่าง ๆ รวมถึงต้นทุนการขนส่งสินค้า และในเรื่องของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน ซึ่งในส่วนความมั่นคงทางด้านพลังงานของไทย ถือว่าควบคุมสถานการณ์ได้มีการสำรองพลังงาน สำรองน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก

ในเรื่องของการให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและแรงงานไทย ทางกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานมอบหมายให้สถานทูตในแต่ละประเทศได้อำนวยความสะดวก เพื่อช่วยเหลือประชาชนคนไทยที่อาศัยอยู่ให้มีความปลอดภัยให้สามารถดำรงชีวิตต่อได้ ถ้าเขาไม่มีความประสงค์ที่จะเดินทางกลับประเทศไทย

นายเอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแถลงภายหลังการประชุมประเมินสถานการณ์ว่าผลกระทบมี 5 ช่องทาง คือ ช่องทางที่ 1 คือเรื่องพลังงาน กระทบมากที่สุดเนื่องจากสถานการณ์ตะวันออกกลางโดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ มีน้ำมัน 20% จากทั่วโลกมาจากบริเวณนั้น ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นในระยะสั้น 5%

กระทรวงพลังงาน จะใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ดูแลผลกระทบในระยะสั้น และมีน้ำมันสำรองเพียงพออยู่ที่ 60 วัน และเชื่อว่าในระยะสั้นจะสามารถดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนได้ และมีเวลาเพียงพอที่จะหาตลาดใหม่

ช่องทางที่ 2 คือด้านการค้า ในด้านสินค้าและบริการ ได้รับผลกระทบทางตรงไม่มาก เพราะส่งไปตะวันออกกลางเพียง 4% และนำเข้าเพียง​ 8% แต่ผลกระทบทางอ้อมทั้งเรื่องค่าระวางเรือ ค่าขนส่ง และค่าต้นทุนส่วนต่างที่เกิดจากสงคราม ซึ่งมีการเตรียมความพร้อมรองรับส่วนนี้ไว้แล้ว

ช่องทางที่ 3 ด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบทางตรงไม่มากมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียงแค่ 4% ซึ่งในระยะสั้นถือว่าไม่เยอะมาก และเป็นการคว้าโอกาสดีเนื่องจากสายการบินที่มีศูนย์กลางอยู่ตะวันออกกลาง อาจมีความลำบาก จึงอาจจะมีการดึงนักท่องเที่ยวมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะประเทศไทย

ช่องทางที่ 4 ด้านทองคำได้รับผลกระทบไม่ถึง 2% ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ของไทยขึ้นมาถึง 17% มองว่ามีเสถียรภาพ และธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าทุนสำรองระหว่างประเทศมีจำนวนมากสามารถรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในตลาดเงินตลาดทุนได้

ช่องทางที่ 5 คือ เรื่องแรงงาน ที่มีการประสานกับภาคเอกชน และกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดูแลคนไทย

 

ส่วนเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้มอบให้หารือกับภาคเอกชนว่า จะสามารถคว้าโอกาสนี้ได้อย่างไร ทั้งมิติด้านการลงทุนที่จะเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชีย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งเรื่องการท่องเที่ยวการแพทย์และอาหารและใช้โอกาสการวางตัวเป็นกลางของเราในการคว้าโอกาสในเชิงเศรษฐกิจต่อไป

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ได้มีการหารือเกี่ยวกับบระเด็นดังกล่าว โดยกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาตรการในการระงับการส่งออกน้ำมันเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันจะมีการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามาดูแลรักษาระดับราคาน้ำมันในประเทศ และในระยะต่อไปคาดว่าจะมีมาตรการต่าง ๆ เช่น การกำหนดการใช้ปริมาณน้ำมันในสัดส่วนต่าง ๆ ตามออกมา

ทั้งนี้ พร้อมจะดำเนินการอย่างเต็มที่ และเตรียมมาตรการรองรับอยู่แล้ว เพราะเป็นสถานการณ์ใกล้เคียงกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีตตั้งแต่ช่วงสถานการณ์น้ำท่วมปี 2554, สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนความชัดเจนขอให้ฝ่ายนโยบายสั่งการลงมา กรมฯ พร้อมจะดำเนินการอย่างเต็มที่และทันที

โดยในส่วนของการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันนั้น นายพรชัย กล่าวว่า เชื่อว่าจะเป็นมาตรการท้าย ๆ ที่จะถูกนำมาใช้ดำเนินการ โดยในด้านแรกเป็นหน้าที่ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะต้องบริหารจัดการสถานการณ์ก่อน ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินงานเดียวกันกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นต่อเนื่องมาในช่วงก่อนหน้าอยู่แล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมสรรพสามิต ได้มีการเตรียมเครื่องมือรองรับที่เพียงพอ ทำให้ในอดีตประเทศไทยสามารถผ่านช่วงวิกฤติ และสามารถรักษาเสถียรภาพราคาของน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศให้อยู่ในระดับที่ไม่ผันผวนมาก