เศรษฐกิจไทยรับแรงกระแทก เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” สงครามตะวันออกกลางเดือด ดันน้ำมันทะลุ 108 เหรียญฯ ฉุดไทยเสี่ยงภาวะStagflation ชู PTT-PTTEP รับอานิสงส์

Categories : Update News, Stock Market

Public : 09/03/2026

เศรษฐกิจไทยรับแรงกระแทก เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ "Stagflation"  สงครามตะวันออกกลางเดือด ดันน้ำมันทะลุ 108 เหรียญฯ ฉุดไทยเสี่ยงภาวะStagflation ชู PTT-PTTEP รับอานิสงส์

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์ว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่บานปลายเข้าสู่วันที่ 9 ว่ากำลังสร้างความตื่นตระหนกและกดดันตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดภาวะ "Oil Shock" รุนแรงขึ้น ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งทะลุ 108 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยปรับตัวบวกขึ้นถึง 20% ในเช้าวันนี้ และพุ่งขึ้นกว่า 56% ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อการแกว่งตัวของราคาน้ำมันโลกสูงมาก เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการส่งออกสุทธิพลังงานติดลบถึง -7.8% ของ GDP ซึ่งต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคและระดับโลก โดยผลกระทบลูกโซ่ที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจไทย ได้แก่:

  1. ขาดดุลการค้าและเงินบาทอ่อนค่า:ประเทศจะเผชิญปัญหาขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นจากต้นทุนการนำเข้าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
  2. ต้นทุนพุ่ง-กำลังซื้อหด: ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและโลจิสติกส์ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น หากแบกรับไม่ไหวภาระจะถูกผลักไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น ในขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มตาม ทำให้กำลังซื้อของประชาชนหดตัว และฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชน
  3. ความท้าทายนโยบายการเงิน (Stagflation): ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะตัดสินใจดำเนินนโยบายได้ยากลำบากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต้องการดอกเบี้ยระดับต่ำ แต่เงินเฟ้อที่พุ่งสูงจากต้นทุนพลังงานต้องการดอกเบี้ยสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ นำไปสู่ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเกิดภาวะ Stagflation

วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นตัวเร่งให้รัฐบาลและภาคธุรกิจต้องเร่งวางแผนบริหารความเสี่ยง ทั้งการหาแหล่งพลังงานสำรอง การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และในระยะยาวต้องเร่งปรับโครงสร้างไปสู่การใช้พลังงานสะอาดให้เร็วขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณสูงและอาจทำให้เหลือเม็ดเงินสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง

กลยุทธ์การลงทุน: ต่างชาติเทขายหุ้นไทย สลับเก็งกำไรกลุ่มพลังงาน ในด้านกระแสเงินทุน (Fund Flow) พบว่านักลงทุนต่างชาติลดความเสี่ยงโดยเทขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยอย่างหนักถึง 1.38 หมื่นล้านบาทในช่วง 2 วันที่ผ่านมา และขายสุทธิในตลาด SET50 Futures ติดต่อกัน 5 วัน รวมกว่า 7.8 หมื่นสัญญา

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัจจัยลบนี้ ตลาดหุ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางกลับสามารถปรับตัวบวกได้ โดยเฉพาะตลาดหุ้นซาอุดีอาระเบียที่ปรับขึ้น 5 วันติด (+5%) จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มพลังงาน บล.เอเซีย พลัส จึงประเมินว่า หุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ของไทยอย่าง PTT และ PTTEP จะสามารถรับอานิสงส์เชิงบวกและปรับตัวขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้เช่นเดียวกัน