OSP งัดแผน2022 รับมือสงครามตะวันออกกลาง!! มั่นใจยังโตได้ บริษัทมีประสบการณ์ 135ปีผ่านมาทุกวิกฤต ครึ่งปีแรกตามเป้าหมาย ครึ่งปีหลังเกาะติดถานะการณ์น้ำมันหากพุ่งแรงกระทบมาร์จิ้น 1% รายได้1-2%

Categories : Update News, Stock Market

Public : 09/03/2026

OSP งัดแผน2022 รับมือสงครามตะวันออกกลาง!! มั่นใจยังโตได้  บริษัทมีประสบการณ์ 135ปีผ่านมาทุกวิกฤต ครึ่งปีแรกตามเป้าหมาย ครึ่งปีหลังเกาะติดถานะการณ์น้ำมันหากพุ่งแรงกระทบมาร์จิ้น 1% รายได้1-2%

นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โอสถสภา (OSP) เปิดแผยถึงแผนการทำธุรกิจ ว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 69 เติบโตในระดับ Mid-Single Digit ผ่านการขับเคลื่อนธุรกิจ 3 พลัง ขับเคลื่อน ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศ กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และกลุ่มธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโต รักษาส่วนแบ่งตลาด (Market share) และขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับ OSP ที่อยู่มาอย่างยาวนาน 135 ปี

กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มในประเทศ บริษัทเดินหน้าเพิ่มความแข็งแกร่งสินค้าตัวหลัก ได้แก่ M150, Lipo และ Cvitt ซึ่งยังคงปกป้องและขยายฐานส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์หลักที่สร้างรายได้หลักให้องค์กร ควบคู่ไปกับเร่งการเติบโตสินค้ากลุ่มราคา 10 บาท, C-vitt 0% และเจาะตลาดกลุ่มใหม่และขยายฐานผู้บริโภคที่ตอบสนองต่อราคาและสุขภาพ ประกอบกับการยกระดับความเชื่อมโยงกับผู้บริโภค ร้านค้า และคู่ค้า ผ่านการสร้างระบบนิเวศนิเวศการขายที่แข็งแกร่งและยั่งยืนผ่านโครงการเชิงกลยุทธ์ ด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) บริษัทจะต่อยอดความสำเร็บในการรักษาความเป็นผู้นำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบรนด์ Babi Mind ที่สามารถสร้างสถิติส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในรอบ 3 ปีได้ในปีก่อนในกลุ่มสินค้าสบู่เหลวเด็ก และยังมีแผนขยายฐานจากกลุ่มแม่และเด็กไปสู่กลุ่มผู้ใหญ่มากขึ้น ด้วยการผลักดันกลุ่มผลิตภัณฑ์อาบน้ำและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ้อนเร้น และผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ประกอบกับ การยกระดับพอร์ตสินค้าในกลุ่ม Personal Care ที่มีมาร์จิ้นสูงขึ้น เช่น การเปิดตัวน้ำหอม แบรนด์ Twelve Plus Eau De Parfum และผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายระดับบน XIT Pro Roll-on อีกทั้งในปี 69 ยังรุกสู่ตลาดแชทพูสำหรับผู้ใหญ่ ที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 8 พันล้านบาท เพื่อช่วงชิงโอกาสทางการตลาด และสร้างการเติบโตมากขึ้นให้กับกลุ่ม Personal Care ของ OSP ด้านธุรกิจต่างประเทศ OSP จะปักหมุดขยายตลาดไปยังภูมิภาคใหม่ๆ ผ่านต้นแบบโมแลความสำเร็จจากเมียนมาและลาว ผ่านการผนึกกำลังกับพันธมิตรท้องถิ่น โดยจะนำร่องบุกตลาดจีนที่มีศักยภาพสูงด้วยแบรนด์ Babi Mild พร้อมมองการขยายตลาดที่มีกำลังซื้อสูงในตะวัรออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ และโอมาน เป็นต้น ประกอบกับ การที่ OSP จะเข้าร่วมงาน THAIPEX 2026 เป็นครั้งแรก เพื่อสร้างโอกาสในการดึงดูดคู่ค้าและนักลงทุนจากนานาชาติ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคในระดับสากล และสร้างโอกาสการเปิดตลาดใหม่ๆให้กับผลิตภัณฑ์ในเครือ OSP "ท่ามกลางความท้าทายของปัจจัยต่างๆที่กระทบต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ OSP ยังให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนตลาดในอนาคต ผ่านนวัตกรรมที่ตอบโจทย์คนทุกลุ่ม ทุกเจน ช่วยบริหารค่าใช้จ่ายให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และสร้างกำไรที่แข็งแรงระยะยาวอย่างยั่งยืน" นางสาวมุกดา กล่าว

 

นางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer OSP กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญในปี 69 คือการสร้างการเติบโตทั้ง Top & Bottom Line ผ่านการสร้าง Economy of Scale ในการเพิ่มปริมาณการขาย และการใช้กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการรักษาอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพื่อรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นให้ทรงตัวหรือสูงกว่าปีก่อนที่ 40% และผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเติบโตได้ก้าวกระโดด นอกจากนี้ OSP ยังเตรียมงบลงทุนในปี 69 ไว้ที่ 400-500 ล้านบาท เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้าน Digital Technology & AI มุ่งเน้นการนำข้อมูลแบบ Real-time มาใช้ในการตัดสินใจ และการบริหารความเสี่นงอย่างแม่นยำ รวมถึงการลงทุนในด้าน People & Culture เพื่งบ่มเพาะ Talent ในการสร้างองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณผู้ประกอบการ พร้อมสนับสนุนการขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคได้อย่างไร้รอยต่อ นางสาวรติพร ยังกล่าวว่า บริษัทเตรียมแผนรับมือกับสงครามในตะวันออกกลางหากยืดเยื้อ โดยจะนำมาตรการที่เคยใช้ เมื่อ ปี2022 ช่วง รัสเซีย ยูเครนมาใช้ เพราะผลของสงครามทำให้น้ำมันพุ่งขึ้น และจะทำให้ต้นทุนรวมบริษัทเพิ่มขึ้น เพราะต้นทุนพลังงานอยู่ที่20% อย่างไรก็ตามครึ่งปีแรกไม่น่ากังวลเพราะในเรื่องของต้นทุนพลังงาน  แล้วและ ล็อกไว้ 6เดือน ขณะเดียวกัน ยังมีสัญญาการซื้อวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับพลังงานไว้กับกลุ่ม ปตท.จึงสามารถคงต้นทุนเดิมไว้ได้อีกราว 3 เดือน ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 69 ไม่น่าจะมีผลกระทบเข้ามาที่การผลิต และยังไม่กระทบต่อผลการดำเนินงานของ OSP แต่หากสงครามยืดเยื้อและราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 140-15 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล คาดว่าต้นทุนพลังงานจะเริ่มส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของบริษัท และจะกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น 1-2% จากที่คาดไว้ 40% ในปี 69 และกระทบต่อยอดขาย 1-2% เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมองว่าหลังจากที่มีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศแล้ว จะเห็นการผลักดันนโยบายต่างๆออกมา เพื่อช่วยเหลือในด้านค่าครองชีพของครัวเรือน จากความไม่แน่นอนของสถาการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ประกอบกับ ภาพของการบริโภคในประเทศปีนี้ยังคาดว่าทรงตัวจากปีก่อน เนื่องจากประชาชนยังคงมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย หลังสถาการณ์ในตะวันออกกลางอาจจะมีผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจไทย และค่าครองชีพได้ ทำให้การบริโภคของครัวเรือนอาจจะยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวกลับมาที่ชัดเจ