ตลท.ย้ำ มาตรการที่มีอยู่เพียงพอรับมือ วิกฤตสงคราม

Categories : Update News, Stock Market

Public : 09/03/2026

ตลท.ย้ำ มาตรการที่มีอยู่เพียงพอรับมือ วิกฤตสงคราม !และเป็นสากล   เชื่อไม่รุนแรงเท่าช่วง โควิด หุ้นไทยยังพื้นฐานดี ต้นปีถึงปัจจุบันเงินไหลเข้า หุ้นปิดลบ27 จุดลงน้อยกว่าหุ้นโลก การเมืองหนุนคาดโหวตนายก19 มี.ค

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงแผนการรับมือสงครามตะวันออกกลาง  ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั้งโลกให้ดิ่งแรง รวมถึงหุ้นไทย ว่า  ตลาดมี มาตรการในการดูแลการซื้อขายที่ เพียงพอและมีประสิทธิภาพ   เป็นมาตรฐานสากล อาทิ เกณฑ์ Ceilling-Floor, มาตรการ Circuit Breaker นอกจากนี้ ตลาดทุนไทยยังมีมาตรการ Dynamic Price Band, Auto Pause ในหุ้นแต่ละตัว อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันยังไม่มีหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวลงจนเข้าเกณฑ์

“ ต้องบอกว่าเป็นครั้งแรกที่ผมเข้ามาและมีการใช้ เซอร์กิตเบรกเกอร์ เมื่อหุ้นดิ่งลง 8%  ซึ่งเป็นมาตรการขั้นที่1 และมองว่า เป็นระดับที่เป็นสากล ไม่จำเป็นต้องปรับ และมองว่า ไม่น่ารุนแรงเท่าช่วงโควิด ที่ชะงักงันไปหมด”

อย่างไรก็ตามต้องติดตามเพราะหากสงครามยืดเยื้อ  จะกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ ทั้งในแง่ของต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การส่งออกหรือนำเข้าที่มีค่าใช้จ่ายเดินเรือสูงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อราคาสินค้า

ประเทศไทยนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน จากตะวันออกกลางในสัดส่วน 50% และจากแหล่งอื่น ๆ อีก 50% ซึ่งยังมีหลายแหล่งที่ชดเชยส่วนที่นำเข้าไม่ได้ เช่นเดียวกันก๊าซ LNG ที่นำเข้าจากตะวันออกกลางราว 10-20% ส่วนที่เหลือเป็น Spot จากทั่วโลก ดังนั้น หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อก็มองว่ายังสามารถรับมือได้

สำหรับราคาน้ำมันกระโดดขึ้นไปทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้องจับตาดูว่าถ้าราคาพลังงานสูงขึ้น มีผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนใดบ้างในตลาดของเรา บางบริษัทจะได้ประโยชน์จากพลังงานที่แพงขึ้น และที่ต้องติดตามต่อเนื่องคือเรื่องค่าเงิน ที่ผ่านมาดอลลาร์อ่อนลง มันก็จะมีผลกระทบอีกแบบหนึ่งกับบริษัทจดทะเบียนของเรา"

นายอัสสเดช กล่าวว่า ตลท.ยังติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการพูดคุยกับคณะกรรมการ ตลท. อยู่เสมอและพร้อมเรียกประชุมหากต้องใช้มาตรการพิเศษเข้ามาดูแลสถานการณ์เพิ่มเติม แต่จากการติดตามสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มีกลไกคล้าย ๆ กันกับบ้านเราอย่าง Circuit Breaker ก็ถือว่ายังใช้งานได้ดี

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลท.กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเดือน มี.ค.เผชิญความผันผวนอย่างหนักจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กดดันราคาน้ำมัน แต่ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศหลังการเลือกตั้งและการเบิกจ่ายงบประมาณจะเป็นตัวแปรสำคัญในการพยุงตลาดหุ้น

หลังจากตลาดหุ้นไทยมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในเดือน ก.พ.69 ที่ผ่านมา โดยติดอันดับ 3 ของตลาดหุ้นที่เติบโตสูงสุดในภูมิภาค (รองจากเกาหลีใต้และไต้หวัน) แต่ในเดือน มี.ค.69 สถานการณ์ได้พลิกกลับด้านจากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบโลก เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นบ้านเราขึ้นมามากแล้ว จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ดัชนีย่อตัวลงบ้าง

ตลท.มองว่าปัจจัยที่จะช่วยให้หุ้นไทยทานกระแสความผันผวนจากต่างประเทศได้ คือความแข็งแกร่งภายใน โดยเฉพาะความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และการมีทีมเศรษฐกิจมืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ หากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามกรอบเวลา และมีการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ออกมา รวมถึงการผ่านงบประมาณที่ราบรื่น จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและพยุงตลาดให้ฟื้นตัวได้

ในด้านมาตรการดูแลตลาด ปัจจุบัน ตลท.มีเครื่องมือเพียงพอ ซึ่งล่าสุดจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กระทบต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก และกดดัชนีในวันที่ 4 มี.ค.ดิ่งลงไปถึง 8% ในภาคเช้าแตะเกณฑ์ Circuit Breaker ระดับ 1 หยุดทำการซื้อขาย 30 นาที แต่ภาคบ่ายดัชนีปรับตัวกลับขึ้นมาได้บ้างจนกระทั่งปิดตลาด -5% สะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวช่วยหยุดความตื่นตระหนกของตลาด และช่วยให้นักลงทุนมีเวลาฉุกคิดและพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน

"จากสถานการณ์สงครามจนถึงปัจจุบัน SET Index ลงไปราว 10.5% แต่ภาพรวม YTD ยังให้ผลตอบแทน 8.5% และยังติดอันดับ 3 ของตลาดหุ้นที่เติบโตสูงสุดในภูมิภาค ไทยขึ้นแรงก็ลงเยอะ แต่ถือว่าเราไม่ได้ลงแรงเท่าเกาหลี"

ส่วนผลกระทบต่อหุ้นขนาดใหญ่ แม้จะมีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันพุ่งแรงและเที่ยวบินที่อาจหยุดชะงัก แต่โชคดีที่ไทยผ่านพ้นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) มาแล้ว จึงคาดว่าผลกระทบในส่วนนี้จะไม่รุนแรงนัก โดยเชื่อว่าภาคธุรกิจมีการปรับตัวลดค่าใช้จ่ายเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไว้แล้ว และหวังว่าสงครามจะจบลงในระยะสั้น

 

สำหรับการซื้อขายหุ้นวันที่ 9 มค 2569  ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,382.97 ลดลง  27.40จุด หรือ  -1.94%

ตลาดหุ้นไทยปิดลบน้อยกว่าตลาดทั่วโลก ที่ได้รับแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำราคาน้ำมันให้แตะระดับ $119/ บาร์เรล และจะกระทบทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าทุกอย่างจะปรับตัวขึ้น

อย่างไรก็ดี ตลาดมีปัจจัยบวกหนุนหลังการเมืองมีความคืบหน้าของการจัดตั้งรัฐบาล โดยที่พรรคภูมิใจไทยปิดดีลรัฐบาลได้แล้ว ซึ่งพรรคภูมิใจไทย จะได้เก้าอี้รัฐมนตรี 26 ตำแหน่ง ซึ่งอาจจะมีการพิจารณาตามความเหมาะสมอีกครั้ง แต่จะดูแลครอบคลุม 14 กระทรวง ก่อนที่จะมีพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ในวันที่ 14 มี.ค. จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการเลือกประธานรัฐสภา ในวันที่ 15 มี.ค. คาดว่าในวันที่ 19 มี.ค. จะเป็นวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยคาดจะมีการแถลงนโยบายภายในต้นเดือน พ.ค.69 หุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่นคือกลุ่มพลังงานต้นน้ำ โดยหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลงช่วงเช้า และ rebound สั้นๆช่วงบ่ายตาม sentiment ตลาด