กสิกรไทยชี้สงครามอิหร่านยืดเยื้อ เสี่ยงฉุด GDP ไทยลดลง 0.2-0.7 %  เหลือ 1.2%  กระทบส่งออก – ท่องเที่ยว ลุ้นค่าเงินบาทอ่อนแตะ 35 บาท

Categories : Update News, Finance, Economy

Public : 19/03/2026

กสิกรไทยชี้สงครามอิหร่านยืดเยื้อ เสี่ยงฉุด GDP ไทยลดลง 0.2- 0.7  %  เหลือ 1.2%    ประเมินกระทบส่งออก   การท่องเที่ยว ลดลง 1  ล้านคน ไทยเสียโอกาส 8 หมื่นล้านบาท    ค่าเงินบาทผันผวน ลุ้นค่าเงินบาทอ่อน 35 บาท/ดอลลาร์  แนะรัฐเร่งออกมาตรการรับมือ  เร่งแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำมัน   กระทบต้นทุนและความเชื่อมั่น 

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อเกิน 3 เดือน และดันราคาน้ำมันดิบทะลุ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจกดเศรษฐกิจไทยปี 2569 ชะลอลงเหลือ 1.2% จากประมาณการเดิม 1.9% และมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนสูง อาจอ่อนค่าแตะระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า แม้อิหร่านจะมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันเพียง 4% ของโลก แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลกกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 20% ของการใช้น้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้ระบบขนส่งทางเรือหยุดชะงัก จากเดิมมีเรือผ่านราว 130 เที่ยวต่อวัน เหลือเพียงบางประเทศที่ยังสามารถเดินเรือได้

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นราว 13% จากข้อจำกัดด้านการผลิตและการส่งออกในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบต่อภาคเกษตร โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา

ในด้านเศรษฐกิจไทย ศูนย์วิจัยฯ ประเมินว่า หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว จะกระทบ GDP ราว 0.2% และเงินเฟ้อเพิ่มเป็น 0.9% แต่หากยืดเยื้อ GDP อาจลดลงเหลือ 1.2% และเงินเฟ้อเร่งขึ้นเป็น 2.2%

อย่างไรก็ดี ในกรณีเลวร้ายที่ราคาน้ำมันยืนเหนือ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนานเกิน 3 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจไม่ขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี และเงินเฟ้อมีโอกาสแตะระดับ 3%

ด้านตลาดการเงิน ค่าเงินบาท ณ วันที่ 19 มีนาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวโน้มอ่อนค่า จากแรงกดดันการนำเข้าน้ำมันที่อยู่ในระดับราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลราว 3.4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ความผันผวนของค่าเงินบาทเพิ่มขึ้นเป็น 9% จากเฉลี่ย 7.5-8% ในปีก่อน

ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงต่อเนื่อง ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าไปอยู่ที่ระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารกลางหลายประเทศมีแนวโน้มชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อาจคงดอกเบี้ยไปจนถึงกลางปี 2569

 

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุเพิ่มเติมว่า ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) จะเริ่มชัดเจนในไตรมาส 2/2569 โดยต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ เนื่องจากมีสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อราว 12% และน้ำมันส่วนใหญ่ของไทยนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ในภาคการส่งออก ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ระบุว่า ตลาดตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนราว 20% ของการส่งออกรถยนต์ไทย จะได้รับผลกระทบ โดยคาดว่าปริมาณส่งออกจะลดลงประมาณ 15,000 คันต่อเดือน ส่งผลให้ทั้งปี 2569 การส่งออกรถยนต์มีแนวโน้มหดตัว 8.1% ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เผชิญต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ที่สูงขึ้น แม้ยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และ Data Center ทำให้คาดว่าจะเติบโต 11.5% ชะลอลงจากปีก่อน

ด้านภาคการท่องเที่ยว นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข ประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกลอาจลดลงกว่า 1 ล้านคน ส่งผลให้รายได้หายไปประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ขณะที่ธุรกิจที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น ขนส่ง เกษตร ประมง และร้านอาหาร จะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและอัตรากำไรที่ลดลง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ประมาณการ GDP ที่ 1.9% ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ (Downside Risk) สูง โดยทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ราคาน้ำมันและความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนสู่ระบบเศรษฐกิจในภาพรวม.