เน้นสะสม 5 ธีมในช่วงสงคราม
โดย พิริยพล คงวาณิช (Pizza), นักกลยุทธ์ BLS Wealth Research 🔻สงครามยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อกำไรตลาดหุ้นไทย แต่การปรับประมาณการณ์กำไรระหว่างช่วงสงคราม จะช่วยแยกให้เห็นกลุ่มที่รอด และกลุ่มที่เสี่ยงชัดเจน: ภาพรวมการปรับประมาณการณ์กำไร SET (earnings revision) เดือนมี.ค. ยังทรงตัวถึงบวกเล็กน้อย (+0.1%) สะท้อนว่าผลกระทบไม่ได้กดกำไรทั้งระบบ แต่ “กระจายตัว” ตามโครงสร้างธุรกิจอย่างชัดเจน 🔻กลุ่มที่รอด (ยังเห็นการปรับประมาณการณ์กำไรขึ้น) คือ 1) ธุรกิจรายได้เชื่อมโยงราคาพลังงาน (energy-linked earnings) มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน (cost pass-through ability) -กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น (ปรับประมาณการณ์กำไรขึ้น +2.8% ใน 1 เดือนที่ผ่านมา) นำโดย PTTEP (+2.0%), TOP (+1.5%), SPRC (+0.7%), PTT (+1.5%) จากอานิสงส์ราคาพลังงาน -กลุ่มเกษตร (+12.2%) ได้แรงหนุนจากการปรับราคาขายขึ้นทั้งยาง/ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยาง จากภาวะขาดแคลนยางธรรมชาติ รวมถึงวัตถุดิบผลิตถุงมือยางสังเคราะห์ ทำให้ STA (+29.9%) และ STGT (+26.3%) ขณะที่ ราคาเนื้อสัตว์ปรับขึ้น-ต้นทุนอาหารสัตว์ล็อกไว้ล่วงหน้า (เช่น กากถั่วเหลืองถึงกลางปี) หนุน margins กลุ่มเนื้อสัตว์ขยายตัว ทำให้เห็นการปรับประมาณการณ์ขึ้นสำหรับ TFG (+3.7%), BTG (+1.7%) 2) กลุ่มยืดหยุ่นด้านต้นทุน (cost flexibility) และ -ปิโตรเคมี (+1.3%) นำโดย PTTGC (+17.7%) เริ่มเห็น upside จาก supply disruption ทำให้ส่วนต่างปิโตรฯ ที่มีแนวโน้มขยายตัว 3) กลุ่มกำไรมีเสถียรภาพสูง (earnings visibility) / ปัจจัยหนุนการเติบโตเฉพาะตัว -กลุ่มสื่อสาร (+5.1%) ที่สะท้อนความแข็งแกร่งของกำไรจากการขยายตัวต่อเนื่องของ ARPU นำโดย TRUE (+9.2%) และกลุ่มห้างสรรพสินค้ารายได้อิงค่าเช่า โครงสร้างรายได้แบบ recurring ทนทานต่อเศรษฐกิจ อย่าง CPN (+2.0) -กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (+1.0%) หลังโครงการ BOI fast pass หนุนจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) เติบโตแข็งแกร่ง นำโดย WHA (+7.7%), AMATA (+4.9%) -กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่เชื่อมโยง National Infrastructure, Digitalisation & Data Center นำโดย DELTA (+2.7%), GULF (+1.1%), COM7 (+0.9%) ทำให้กำไรมี momentum ที่ดี แม้ในภาวะสงคราม 🔻กลุ่มที่โดนกระทบ (ถูกหั่นประมาณการณ์กำไรลง) กระจุกตัวในกลุ่ม 1) ต้นทุนพลังงานสูง (energy cost-exposed) และ -กลุ่มเครื่องดื่ม (-2.8%) จากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ อย่าง CBG (-5.5%) -กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP อย่าง BGRIM (-4.5%) ที่ margin อาจถูกกดจากต้นทุนก๊าซ -กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (-1.4%) อย่าง SCCC (-6.6%)-ธุรกิจปั๊มน้ำมัน (downstream) ถูกจำกัด margin ราคาปรับขึ้นไม่ทันต้นทุนอย่าง PTG (-2.4%)
2) กลุ่มอ่อนไหวต่อกำลังซื้อในประเทศ (domestic demand-sensitive)
-กลุ่มค้าปลีก (-1.1%) จากแรงกดดันต้นทุนค่าไฟ-ค่าขนส่งและความเสี่ยงกำลังซื้อที่อ่อนลง โดยเฉพาะ DOHOME (-8.4%), CPAXT (-4.3%), CRC (-3.3%)
-กลุ่มอสังหาฯ (PSH -25.2%, LPN -16.3%) สะท้อนความเปราะบางของกำลังซื้อโดยเฉพาะระดับกลาง-ล่าง
🔻เน้นสะสม 5 ธีมในช่วงสงคราม
1) กำไรเชื่อมโยงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity-linked earnings) มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน
BTG ราคาเนื้อสัตว์ปรับขึ้นตามต้นทุนพลังงาน (pricing pass-through) ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์บางส่วนล็อกไว้ล่วงหน้า หนุน margin expansion ระยะสั้น
2) อุปทานตึงตัว–ฟื้นตัวอุตสาหกรรมโลก (supply disruption / global manufacturing upcycle)
PTTGC ได้อานิสงส์จาก supply disruption คาดหนุน spread ระยะสั้น พร้อม upside ระยะกลาง-ยาวจากอุปสงค์ฟื้นตัวตาม global manufacturing cycle ขยายตัว
3) โครงสร้างพื้นฐาน–ดิจิทัล–ดาต้าเซ็นเตอร์ (national infrastructure, digitalisation & data Center)
GULF, GUNKUL, ADVANC, TRUE, WHA, AMATA เม็ดเงิน FDI เร่งตัว ภายใต้นโยบาย BOI fast-track หนุน demand โครงสร้างพื้นฐาน สร้าง structural growth visibility
4) กำไรในประเทศทนทานต่อสงคราม (war-resilient domestic earnings)
CPN รายได้ในประเทศ / recurring income สูง สะท้อน earnings stability ท่ามกลางความผันผวน
5) ราคาหุ้นถูกกดเกินพื้นฐาน–earnings revision ทรงตัว (over-penalized valuation, stable earnings revision)
BH, MINT ราคาหุ้นปรับลงแรงกว่าพื้นฐานจาก sentiment สงคราม แต่ earnings revision ทรงตัว สะท้อน valuation discount เทียบ fundamentals
