กลุ่มไหนรอด-กระทบหนัก? ??? ราคาน้ำมันดิบ-ดีเซลขึ้นแรง
Categories : Update News, Stock Market
Public : 30/03/2026กลุ่มไหนรอด-กระทบหนัก? ??? ราคาน้ำมันดิบ-ดีเซลขึ้นแรง
โดย พิริยพล คงวาณิช (Pizza), นักกลยุทธ์ BLS Wealth Research
หากเปรียบเทียบอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT margins) ในช่วงราคาดีเซลยืนสูงเฉลี่ย 34.6 บาท/ลิตร (Brent เฉลี่ย $92.1/bbl) ช่วง 2Q22-1Q23 สะท้อนผลกระทบจากสงคราม เทียบกับช่วงก่อนหน้าสงครามที่ราคาดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 29.7 บาท/ลิตร (Brent เฉลี่ย $84.8/bbl) ช่วง 2Q21-1Q22 พบว่า
🔻กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังเห็นอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT margins) ยังขยายตัวได้ ได้แก่ ธุรกิจรายได้เชื่อมโยงราคาพลังงาน (energy-linked earnings) และ/หรือ มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน (cost pass-through ability) กลุ่มพลังงานต้นน้ำ PTTEP และโรงกลั่น TOP, SPRC, กลุ่มเกษตร/อาหาร CPF, BTG, TFG กลุ่มห้างสรรพสินค้า CPN, กลุ่มโรงพยาบาล BH, BDMS, กลุ่มนิคมฯ WHA AMATA
🔻กลุ่มที่กระทบจำกัด อัตรากำไรทรงตัว มีความสามารถในการส่งผ่าน/บริหารต้นทุน ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกของใช้จำเป็น CPALL กลุ่มสื่อสาร ADVANC กลุ่มธนาคาร KTB KBANK SCB BBL กลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง ITC
🔻กลุ่มที่โดนกระทบแรง อัตรากำไรหดตัว ได้แก่ กลุ่มต้นทุนพลังงานสูง (energy cost-exposed) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง SCC กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก SPP BGRIM GPSC รวมถึงกลุ่มอ่อนไหวต่อกำลังซื้อในประเทศ (domestic demand-sensitive) อย่างกลุ่มค้าปลีกของฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง DOHOME
🔻Selective plays: เน้นหุ้นที่ยังซื้อขายต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม (pre-war level) สัดส่วนต้นทุนพลังงานต่ำ/ส่งผ่านต้นทุนได้ (pricing power) มี catalyst การฟื้นตัวหลังสงคราม โดยสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
1) Discount from pre-war level (ลงแรงเกินพื้นฐาน): หุ้นที่ราคาปรับตัวลงแรงกว่าปัจจัยพื้นฐาน แต่มี exposure ต่อพลังงานต่ำ และได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของ demand หลังสงคราม เช่น
BH ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 23%, ราคาหุ้นสะท้อนการหายไปของรายได้ตะวันออกกลางไปแล้ว, proxy ของ medical tourism เมื่อ sentiment คลี่คลาย,
MINT ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 17.3%, กระทบน้อยสุดในกลุ่มโรงแรม, ฐานรายได้ยุโรปที่แข็งแรง (ลูกค้าภายในยุโรปมากกว่า 70%), ล็อกต้นทุนพลังงานไว้แล้วมากกว่า 70%, RevPar 1Q26 ยังเติบโต (ยุโรป +8%, ไทย +15%, Maldives +8%),
ITC ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 10.7%, กำไร 1Q26 ดีกว่าคาดเดิม, ยอดขายเติบโต 12-15% YoY และอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น YoY จากสัดส่วนสินค้า premium สูงขึ้นในไตรมาส 1 และความต้องการสินค้ายังแข็งแกร่งต่อใน 2Q26 หนุนการปรับราคาขายขึ้น, สต๊อกวัตถุดิบมีถึงประมาณเดือนพ.ค.,
GULF ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 6%, คาดเห็นความชัดเจนแผน PDP ใหม่ หลังได้รัฐบาลเต็มรูปแบบเดือนเม.ย.
2) Dividend-supported recovery (มีเงินปันผลรองรับระยะสั้น): หุ้นที่มี dividend yield ระยะสั้น (1–2 เดือน) ช่วยจำกัด downside พร้อมพื้นฐานไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานมาก เช่น
BBL ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 5.6%, อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 4.8%, XD วันที่ 22 เม.ย.,
WHA ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 5.5%, อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 3.5%, XD วันที่ 11 พ.ค.,
KBANK ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 5.0%, อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 6.3%, XD วันที่ 21 เม.ย.
🔻ถ้าสงครามคลี่คลายใน 6 สัปดาห์ จบภายในกลางเดือนเม.ย. ยังคง SET target ปลายปีที่ 1560 (base case)
🔻แต่ถ้าเกินกว่านั้น มีความเสี่ยง downside ลงไป 1340 (worse case)
