HSBC ชี้เกมลงทุนโลกเปลี่ยน รับยุค “ความผันผวนถาวร” AI-พลังงานต้นทุนต่ำ ตัวแปรหลักชี้ทิศเงินทุน
Categories : Update News, Stock Market, Finance, Wealth
Public : 09/04/2026ผลสำรวจล่าสุดของ HSBC ซึ่งจัดทำก่อนการประชุม “HSBC Global Investment Summit” ที่ฮ่องกง สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก โดยพบว่า ภาคธุรกิจและนักลงทุนสถาบันทั่วโลกกำลังเร่งปรับกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับ “ความผันผวนถาวร” (Permanent Volatility) พร้อมชี้ว่า “เทคโนโลยี AI และต้นทุนพลังงาน” กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนในระยะข้างหน้า
ผลสำรวจจากผู้บริหารและนักลงทุนสถาบันกว่า 3,000 ราย ใน 10 ประเทศ ระบุว่า 93% มีแผนเพิ่มการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดนในช่วง 5 ปีข้างหน้า ขณะที่ 94% ยังมองเห็นโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศ และ 87% ระบุว่ามีความพร้อมในการรับความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีก่อน
อย่างไรก็ดี ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงถึง 95% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า “ความผันผวน” ไม่ใช่เพียงภาวะชั่วคราวอีกต่อไป แต่เป็นลักษณะถาวรของระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้ 88% ต้องปรับกลยุทธ์การจัดสรรเงินทุน ขณะที่ 72% คาดว่าจะมีการปรับโครงสร้างธุรกิจในระดับปานกลางถึงมากภายใน 3 ปี
ในด้านปัจจัยขับเคลื่อนการลงทุน พบว่า 51% ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และข้อมูล ควบคู่กับต้นทุนพลังงานที่แข่งขันได้ ในการพิจารณาเพิ่มการลงทุนในแต่ละประเทศ รองจากปัจจัยด้านการเติบโตของตลาดและความต้องการของผู้บริโภค
ทั้งนี้ เทคโนโลยี AI ถูกยกระดับเป็น “แกนหลัก” ของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ โดย 50% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า การเข้าถึง AI และเทคโนโลยีขั้นสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อกลยุทธ์ระหว่างประเทศในช่วง 3 ปีข้างหน้า ขณะที่ 49% ของนักลงทุนสถาบันเตรียมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน AI และเทคโนโลยีในปี 2569 เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน แนวโน้มการลงทุนเริ่มเปลี่ยนไปสู่ระยะยาวมากขึ้น โดย 53% ระบุว่ามีการขยายกรอบระยะเวลาการลงทุน เมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อน สะท้อนการปรับตัวให้สอดคล้องกับความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ
ในมิติของการค้าโลก ผลสำรวจชี้ว่าโครงสร้างโลกาภิวัตน์กำลังเปลี่ยนไปสู่ “ระดับภูมิภาค” มากขึ้น โดย 91% คาดว่าการค้าและการลงทุนจะกระจุกตัวในเครือข่ายภูมิภาค ขณะที่ 94% อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับภูมิภาคที่มีบทบาทโดดเด่น พบว่า “จีนแผ่นดินใหญ่” ถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดย 41% ของผู้มีอำนาจตัดสินใจเลือกเป็นตลาดหลัก สะท้อนบทบาทของเอเชียที่เพิ่มขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลก ขณะที่ยุโรปและสหราชอาณาจักรยังคงมีความสำคัญในฐานะตลาดพัฒนาแล้ว
นายไมเคิล โรเบิร์ตส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร HSBC และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจองค์กรและสถาบัน กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก โดยกระแสการค้าและการลงทุนกำลังปรับเข้าสู่ระดับภูมิภาคมากขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการจัดสรรเงินทุน
“ผู้นำธุรกิจและนักลงทุนกำลังปรับกลยุทธ์ทั้งในด้านพื้นที่ดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการบริหารเงินทุน เพื่อรับมือกับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจโลก” นายไมเคิล กล่าว
ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอน แต่ 89% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคงเพิ่มการลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อผลตอบแทนในระยะยาวภายใต้บริบทเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น.
