ทริสคงเครดิตPTG พร้อมชี้ธุรกิจไม่ใช่น้ำมันโตแกร่ง!!สัดส่วนรายได้-กำไรขั้นต้นขยับสู่11% และ 37%
Categories : Update News, Stock Market
Public : 22/04/2026ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “BBB+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” มองธุรกิจไม่ใช้น้ำมันโตแกร่ง ปี 2568 รายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 33% ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันต่อผลประกอบการโดยรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 11% ของรายได้รวมและ 37% ของกำไรขั้นต้นรวม
โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งของบริษัทซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการมีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ตลอดจนการขยายกิจการอย่างต่อเนื่องในธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน และโครงการสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตและการขายพ่วงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตก็มีข้อจำกัดจากการที่บริษัทมีการลงทุนขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากกลยุทธ์การเติบโตของบริษัท และการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน นอกจากนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตยังคำนึงถึงความเสี่ยงจากการแทรกแซงด้านราคาจากรัฐบาลซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าการตลาดน้ำมันของอุตสาหกรรมในภาพรวมอีกด้วย

มีสถานะที่แข็งแกร่งในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน
บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันอยู่ในลำดับที่ 3 ของประเทศไทยในปี 2568 โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 22% ซึ่ง ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อนหน้า ยอดขายน้ำมันผ่านเครือข่ายสถานีบริการของบริษัทเพิ่มขึ้น 0.3% ในขณะที่จำนวนสถานีบริการเพิ่มขึ้น 40 แห่งรวมเป็น 2,269 แห่ง ณ สิ้นปี 2568
โครงการสิทธิพิเศษแก่สมาชิก PT Max Card ของบริษัทยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดขายและรักษาฐานลูกค้า โดยการเปิดตัวโครงการสมาชิกแบบมีค่าใช้จ่ายคือ PT Max Card Plus ในปี 2564 ได้ช่วยขยายฐานลูกค้าของบริษัทและเพิ่มความสามารถในการดึงส่วนแบ่งตลาดมาจากคู่แข่งต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนจากส่วนแบ่งทางการตลาดในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของบริษัทที่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 22% ในปี 2567 จากประมาณ 17% ในช่วงต้นปี 2565 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวใช้กลยุทธ์จูงใจโดยการมอบส่วนลดเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าลองใช้สินค้าและบริการที่หลากหลายในระบบนิเวศของบริษัท ซึ่งส่งผลให้ยอดขายทั้งในธุรกิจน้ำมันและธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันของบริษัทเติบโตขึ้น บริษัทคาดว่าโครงการสิทธิพิเศษเหล่านี้จะยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญในระยะต่อไปในอนาคตข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของโครงการ Max Card Plus สำหรับทั้งสมาชิกใหม่และสมาชิกต่ออายุตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ดังนั้น จึงยังคงต้องติดตามผลกระทบจากการปรับปรุงดังกล่าวที่มีต่อจำนวนสมาชิกแบบชำระเงิน ตลอดจนประสิทธิผลในระยะยาวของการรักษาฐานลูกค้า และผลกระทบโดยรวมต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
ธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันเติบโตอย่างต่อเนื่อง
บริษัทยังคงมุ่งเน้นการขยายธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 รายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 33% ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันต่อผลประกอบการโดยรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 11% ของรายได้รวมและ 37% ของกำไรขั้นต้นรวมเมื่อเปรียบเทียบกับ 8% และ 25% ตามลำดับในปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ธุรกิจหลักในกลุ่มที่ไม่ใช่น้ำมันของบริษัท ได้แก่ ธุรกิจจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ธุรกิจร้านกาแฟพันธุ์ไทย ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ Max Mart และธุรกิจศูนย์บริการดูแลรถยนต์ Autobacs
ในปี 2568 บริษัทมียอดขายก๊าซ LPG รวมที่เติบโตขึ้น 8% โดยเป็นผลจากการขยายจำนวนร้านจำหน่าย LPG ในภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น 122 แห่งเป็น 453 แห่งและยอดขายเฉลี่ยต่อสถานีบริการ LPG ในภาคการขนส่งที่เติบโตขึ้น อย่างไรก็ตาม จำนวนสถานีบริการ LPG ในภาคการขนส่งเติบโตไม่มากนัก โดยเพิ่มขึ้นเพียง 2 สถานีมาอยู่ที่จำนวน 245 สถานี ทั้งนี้ ในปี 2568 ธุรกิจ LPG ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (ATLAS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและได้รับเงินจากการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เป็นจำนวนประมาณ 1.2 พันล้านบาท ภายหลังจากการเข้าตลาดหลักทรัพย์ บริษัทยังคงถือหุ้น ATLAS ในสัดส่วน 70.5% โดย ATLAS มีแผนจะนำเงินที่ได้ไปใช้ในการลงทุนเพื่อขายธุรกิจ LPG ทั้งใน ภาคครัวเรือนและภาคการขนส่ง ตลอดจนลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ LPG ต่อไป
ธุรกิจร้านกาแฟพันธุ์ไทยของบริษัทมีการเติบโตที่แข็งแกร่งโดยมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 121% ในปี 2568 ด้วยแรงสนับสนุนจากยอดขายต่อสาขาที่เพิ่มขึ้นและการขยายจำนวนสาขาอย่างมีนัยสำคัญโดยเพิ่มขึ้นเป็น 2,151 สาขา ณ สิ้นปี 2568 จาก 1,347 สาขา ณ สิ้นปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนการที่จะขยายสาขาร้านกาแฟอย่างต่อเนื่อง โดยทริสเรทติ้งประมาณการว่าบริษัทจะเปิดร้านกาแฟใหม่ที่จำนวนประมาณ 600 สาขาในปี 2569 จำนวน 450 สาขาในปี 2570 และจำนวน 300 สาขาในปี 2571
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายสาขาร้านสะดวกซื้อ Max Mart และศูนย์บริการดูแลรถยนต์ Autobacs เพิ่มขึ้นอีก 13 สาขาและ 10 สาขาตามลำดับด้วยเช่นกัน ส่งผลให้จำนวนสาขารวมอยู่ที่ 387 สาขาและ 127 สาขาตามลำดับในปี 2568 โดยร้าน Max Mart มีอัตรา การเติบโตของยอดขายเล็กน้อยที่ระดับ 2% ในขณะที่ศูนย์บริการ Autobacs มียอดขายเติบโตในระดับแข็งแกร่งที่ 42% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจ
บริษัทมี EBITDA เติบโตขึ้น 8% เป็น 6.8 พันล้านบาทในปี 2568 โดยการเติบโตดังกล่าวมาจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายในกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของ EBITDA ต่ำกว่าการเติบโตของกำไรขั้นต้นโดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายพนักงานรวมถึงค่าโฆษณาและส่งเสริมการขาย ในการนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะยังคงมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงประมาณการโดยสอดคล้องกับแผนการขยายธุรกิจของบริษัท
ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการควบคุมราคายังคงกดดันผลการดำเนินงานก่อนที่จะค่อย ๆ ฟื้นตัว
ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนอย่างหนักและเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรของธุรกิจน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น นอกจากนี้ นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศยังอาจสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรจากค่าการตลาดน้ำมันเพิ่มเติมอีกด้วย
จากปัจจัยดังกล่าว ทริสเรทติ้งคาดว่ายอดขายน้ำมันโดยรวมของบริษัทจะลดลง 1.5% ในปี 2569 อันเป็นผลจากระดับราคาน้ำมัน ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งคาดว่าจะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันในภาพรวมของอุตสาหกรรมลดลง หลังจากนั้นยอดขายน้ำมันของบริษัท คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวโดยเติบโตที่ระดับ 2.4%-2.5% ต่อปีในระหว่างปี 2570-2571 ในขณะที่กำไรขั้นต้นต่อลิตรในธุรกิจน้ำมันของบริษัทคาดว่าจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยประมาณ 0.05 บาทต่อลิตรมาอยู่ที่ 1.60 บาทต่อลิตรในปี 2569 อันเนื่องมาจากแรงกดดันจากมาตรการของรัฐบาลในการควบคุมราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1.65 บาทต่อลิตรในระหว่างปี 2570-2571 เมื่อสถานการณ์ราคาน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
สำหรับธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันนั้น ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้ที่เติบโตขึ้นประมาณ 17% ในปี 2569 ประมาณ 11% ในปี 2570 และประมาณ 6% ในปี 2571 จากการเติบโตของธุรกิจร้านกาแฟและธุรกิจ LPG เป็นหลัก ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ในช่วง 29%-32% ในระหว่างปี 2569-2571 จาก 28% ในปี 2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้น ในธุรกิจร้านกาแฟพันธุ์ไทยที่คาดว่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้นหลังจากการปรับสิทธิประโยชน์บัตร Max Card Plus แล้ว เมื่อพิจารณาจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA โดยรวมของบริษัทน่าจะอยู่ในช่วง 6.6-7.8 พันล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2569-2571
คาดว่าระดับภาระหนี้สินทางการเงินจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการลงทุนขนาดใหญ่
อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทลดลงเล็กน้อยเหลือ 4.2 เท่าในปี 2568 จาก 4.4 เท่าในปี 2567 เนื่องจากการเติบโตของ EBITDA ที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของภาระหนี้แม้ว่าบริษัทจะมีการกู้ยืมเงินในระดับสูงเพื่อรองรับการขยายสถานีบริการ ตลอดจนการปรับปรุงสถานีบริการเดิม และการเติบโตของธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันก็ตาม
บริษัทมีแผนการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายลงทุนอยู่ที่จำนวนราว ๆ 5.0-5.2 พันล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2569-2571 เพื่อใช้ในการขยายและปรับปรุงสถานีบริการน้ำมัน ตลอดจนขยายธุรกิจ LPG และธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน รวมถึงลงทุนในโครงการเชิงกลยุทธ์ใหม่ ๆ นอกจากนี้ ภาระหนี้สินตามสัญญาเช่ายังคาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามการขยายสาขาทั้งในธุรกิจน้ำมันและธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันอีกด้วย ดังนั้น อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของบริษัทจึงคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.6 เท่าในปี 2569 ก่อนที่จะปรับลดลงเป็น 4.4 เท่าในระหว่างปี 2570-2571
หุ้นกู้และเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินของบริษัทมีข้อกำหนดทางการเงินที่สำคัญซึ่งระบุให้บริษัทต้องรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนต่ำกว่า 3 เท่าและอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนทุนต่ำกว่า 3 เท่า ทั้งนี้ ณ เดือนธันวาคม 2568 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 0.79 เท่าและ 2.41 เท่าตามลำดับซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดทางการเงิน
สภาพคล่องที่จัดการได้
ณ เดือนธันวาคม 2568 แหล่งสภาพคล่องของบริษัทประกอบด้วยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 3.2 พันล้านบาท วงเงินกู้ยืมจากธนาคารที่สามารถเบิกใช้ได้จำนวน 1.6 พันล้านบาท และเงินทุนจากการดำเนินงานซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่จำนวนราว ๆ 5.3 พันล้านบาทในปี 2569 ส่วนการใช้จ่ายในช่วง 12 เดือนข้างหน้านั้นประกอบด้วยการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 3.9 พันล้านบาทรวมทั้งเงินกู้ยืมระยะยาวและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนจำนวน 3.2 พันล้านบาท การจ่ายชำระหนี้สินตามสัญญาเช่าจำนวน 1.3 พันล้านบาท และค่าใช้จ่ายลงทุนที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 5 พันล้านบาท
ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะดำเนินการต่ออายุหรือหาเงินกู้ทดแทนเงินกู้ส่วนใหญ่ที่จะครบกำหนดรวมทั้งจัดหาเงินกู้ยืมเพิ่มเติมเพื่อรองรับแผนการลงทุนของบริษัท
โครงสร้างหนี้ณ เดือนธันวาคม 2568 บริษัทมีหนี้สินรวมจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณ 5.3 พันล้านบาทเป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของบริษัทย่อย ในขณะที่อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อน ต่อภาระหนี้ทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่ระดับ 45%
สมมติฐานกรณีพื้นฐาน· ยอดขายน้ำมันจะลดลงประมาณ 1.5% ในปี 2569 และจะเพิ่มขึ้น 2.4%-2.5% ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2570-2571
· ราคาขายน้ำมันเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 15% ในปี 2569 จะลดลง 14% ในปี 2570 และจะคงที่ในปี 2571
· ค่าการตลาดน้ำมันโดยรวมจะอยู่ที่ 1.60 บาทต่อลิตรในปี 2569 และจะเพิ่มเป็น 1.65 บาทต่อลิตรในช่วงระหว่างปี 2570-2571
· รายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันจะเติบโตขึ้นที่ระดับ 17% ในปี 2569 ที่ระดับ 11% ในปี 2570 และที่ระดับ 6% ในปี 2571
· อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันจะอยู่ที่ระดับ 29%-32% ในระหว่างปี 2569-2571
· เงินลงทุนรวมจะอยู่ที่ประมาณ 5.0-5.2 พันล้านบาทต่อปีในช่วงระหว่างปี 2569-2571
แนวโน้มอันดับเครดิต
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเอาไว้ได้ในขณะที่ยังคงขยายธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดด้วยว่าบริษัทจะดำเนินกลยุทธ์การลงทุนอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขยายกิจการไปยังธุรกิจใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
