มูลนิธิสัมมาชีพ เปิดอบรม LFC#16 “ผู้นำท้องถิ่นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เชิงปฏิบัติ” สร้างผู้นำพัฒนา Smart City เมืองน่าอยู่ รับสมัครถึง 31 พ.ค. นี้

Categories : Update News, ESG News

Public : 05/05/2026

มูลนิธิสัมมาชีพ เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตร ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง (Leadership for Change: LFC) รุ่นที่ 16 หัวข้อ “ผู้นำท้องถิ่นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เชิงปฏิบัติ: Smart & Livable City Leaders for Local Transformation” มุ่งส่งเสริมผู้นำทุกภาคส่วนขับเคลื่อนโครงการเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ให้เกิดผลจริง รับเทรนด์พัฒนาเมืองที่โตสูง ต้องการเทคโนโลยีแก้ปัญหาเมือง เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคมนี้

นายวิเชฐ ตันติวานิช ประธานกรรมการสถาบันผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิสัมมาชีพ เปิดเผยว่า ปัจจุบันการพัฒนาเมืองและท้องถิ่นเป็นแนวโน้มสำคัญของประเทศในระยะ 10–20 ปีข้างหน้า และการพัฒนาเมืองจำเป็นต้องอาศัยผู้นำที่เข้าใจทั้ง “คน เมือง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี” อย่างรอบด้าน เพื่อให้เป็นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่อย่างแท้จริง ทางสถาบันจึงร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) จัดหลักสูตรอบรมผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง (Leadership for Change: LFC) รุ่นที่ 16 ขึ้น ภายใต้ธีม “ผู้นำท้องถิ่นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เชิงปฏิบัติ: Smart & Livable City Leaders for Local Transformation” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและน่าอยู่ พร้อมกระบวนการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง โดยจะจัดอบรมระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2569 ทุกวันเสาร์ อาทิตย์

   

ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวได้ออกแบบให้เป็น “หลักสูตรเชิงปฏิบัติ” เน้นลงมือทำจริง โดยผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศพร้อมเวิร์คช็อป ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาเมือง การออกแบบโครงการ Smart City ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ การเชื่อมโยงเทคโนโลยีและข้อมูล (Data) เพื่อบริหารจัดการเมือง ตลอดจนโมเดลธุรกิจและการเงินสำหรับโครงการลงทุนพัฒนาเมือง แนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน เอสอี สตาร์ทอัพ ชุมชน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจเมือง ชุมชน

“หลักสูตรนี้มุ่งเน้นพัฒนาเมืองให้ “Smart & Livable City” หรือเมืองที่ฉลาดและน่าอยู่ควบคู่กัน ซึ่งหลักๆ การเป็นเมืองอัจฉริยะก็จะเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของคน เช่น การบริหารจัดการคุณภาพอากาศ น้ำ ขยะ และการจราจร ด้วยการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ เรายังบูรณาการแนวคิดของมูลนิธิสัมมาชีพ เข้ากับกรอบการทำงาน Smart City นั่นคือ การพัฒนาที่ต้องผนวกพลังรัฐ เอกชน ประชาชน หรือตามหลักสัมมาชีพที่ว่า สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา นั่นคือ เมื่อรัฐ เอกชน สังคม ร่วมมือกัน จึงจะแก้ปัญหาของสังคมได้ หลักสูตรนี้จึงให้ความสำคัญกับการร่วมมือของทั้งสามภาคส่วน” ประธานกรรมการสถาบันผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง กล่าว

 

ผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้นำท้องถิ่นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เชิงปฏิบัติ ยังจะได้องค์ความรู้ในการพัฒนาเมืองของผู้นำยุคใหม่ภายใต้โมเดล 4P Framework ได้แก่ Purpose (แก้ปัญหาจริง), Practical (ทำได้จริง), Proof (ตรวจสอบได้) และ People (ประชาชนใช้ได้จริง) พร้อมการศึกษาดูงาน และการนำเสนอ (Pitching) โครงการพัฒนาเมืองต่อผู้ทรงคุณวุฒิ

กลุ่มเป้าหมายของหลักสูตรจะครอบคลุม ผู้บริหารภาคเอกชน นักพัฒนาเมือง ภาครัฐ และท้องถิ่น ผู้ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) สตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี โดยผู้เข้าอบรมจะได้รับผลลัพธ์สำคัญ ได้แก่ แผนพัฒนาเมืองที่นำไปใช้จริง เครือข่ายผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน และโอกาสในการต่อยอดโครงการสู่การปฏิบัติ

“เชิญชวนผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่บริหารองค์กรธุรกิจ คนที่มีความเป็นผู้นำ อินฟลูเอ็นเซอร์ อยากให้มาอบรมกัน เพราะเมื่อเรามีความรู้ด้านนี้ เราก็จะรู้ลึกและนำไปปฏิบัติได้ดี ก็จะเป็นประโยชน์ ซึ่งหมายรวมถึงการทำธุรกิจด้วยหรือผู้นำที่เคยอบรมหลักสูตรผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลงของมูลนิธิ ก็ควรกลับมารีเฟรซตัวเอง เพราะเมืองที่ดี ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เกิดจากผู้นำที่เข้าใจเมือง” นายวิเชฐเพิ่มเติม

 

“ตลาดเมืองอัจฉริยะ” มูลค่าแสนล้าน แต่เทคโนโลยีต้องตอบโจทย์

ด้านดร.นน อัครประเสริฐกุล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวว่า ปัจจุบันการพัฒนาเมืองมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 700,000–800,000 ล้านบาท ถือเป็นทั้ง “โอกาสของธุรกิจ” และ “โอกาสของเมือง” ที่พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของ Smart City ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่คือการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ “เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของคนจริง”

“ความหมายที่แท้จริงของเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ คือการใช้เทคโนโลยีให้ตรงกับสิ่งที่ประชาชนต้องการใช้ในชีวิตจริง หากเอกชนมีโซลูชันที่เมืองนำไปใช้แล้วเกิดประโยชน์จริง จะช่วยลดภาระงบประมาณภาครัฐ และกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในเมือง เมื่อระบบมีประสิทธิภาพ ก็สามารถขยายผล (Scale) ไปยังเมืองอื่นได้ ทำให้ทั้งประเทศยกระดับไปพร้อมกัน นี่คือสิ่งที่ผมคาดหวัง”

 

ดร.นน ยังเน้นว่า หลักสูตรนี้ถูกออกแบบให้ผู้เข้าอบรม “ได้ลงมือทำจริง” ผ่านการใช้ระบบและแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ผู้เรียนจะได้เห็นภาพรวมปัญหาเมืองผ่าน Dashboard จริง ทดลองวิเคราะห์ข้อมูล และตัดสินใจเลือกแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ จึงสามารถนำไปใช้พัฒนาเมืองของตนเองได้

สำหรับหลักสูตร “ผู้นำท้องถิ่นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เชิงปฏิบัติ” กำหนดอบรมระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2569 (เฉพาะวันเสาร์–อาทิตย์) เวลา 08.00–16.30 น. ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร อัตราค่าลงทะเบียนสำหรับบุคคลทั่วไป 40,000 บาท และสำหรับองค์กรภาคีหรือสมาชิกเครือข่าย 30,000 บาท

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมหลักสูตรได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 063-661-4468 หรืออีเมล pornpimon.kul@rlf.or.th