คลัง เดินหน้าตามแผน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มั่นใจทำเพื่อความมั่นคงทางการเงินของประเทศไม่หวั่นเสียงค้าน
Categories : Update News, Finance
Public : 12/05/2026ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม. ) 19 พ.ค.นี้ เป็นใช้เป็นแหล่งเงิน ในการทำโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งประอบด้วยโครงการคนละครึ่งและโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะเสนอแผนงานเข้า ครม.ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 11 พ.ค. 2569 เพื่อให้ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ส่อขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 เหตุไม่เข้าเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 173 เพื่อยับยั้งการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว
รองนายกฯ และ รมว.คลัง ชี้แจงว่า ในที่ประชุม ครม. วันนี้มีการหารือเรื่องนี้ ซึ่ง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน ของรัฐบาล ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคแรกเน้นว่าให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และ พ.ร.ก.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้วหลังประกาศในราชกิจจาฯ 1 วัน จึงสามารถเดินหน้าไปได้เลย ส่วนเรื่องการคัดค้านก็สามารถทำได้ควบคู่กันไป
เพราะทางรัฐบาลมีหลักฐานยืนยันว่า หากไม่ทำโครงการนี้ จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤตแน่นอน เพราะเริ่มจากการเกิดสงครามยืดเยื้อ 2 เดือน ตามด้วยราคาน้ำแพง ของแพง เงินเฟ้อสูงล่าสุดอยู่ที่ 2.9% ถ้ารัฐบาลปล่อยไว้ อนาคตจะกระทบต่อภาคธุรกิจ คนตกงาน และจะเกิดภาวะ Stagflation
“ ผมยืนยันว่าเรื่องนี้ทำมาเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ วิกฤตครั้งนี้ก็แตกต่างจากวิกฤตครั้งก่อน จะมาดูที่เรื่องทุนสำรองอย่างเดียวคงไม่ได้ และผมพยายามแสดงจุดยืนเรื่องการรักษาวินัยการคลังโดยให้ลงวงเงินกู้ลงจาก 5 แสนล้านบาทเหลือ 4 แสนล้านบาท ทำให้ไม่ต้องขยายเพดานก่อหนี้สาธารณะ ที่ยังคงยืนไว้ไม่เกินที่ 70% ของจีดีพี ”
นอกจากนี้ ในการกู้เงิน ทางสำนักบริหารหนี้สาธารณะ หรือ สบน. ได้เสนอแผนให้กระทรวงการคลังการระดมทุนผ่านช่องทางการออกพันธบัตรออมทรัพย์ ผ่านโครงการ "ออมพลัส" ซึ่งเป็นการออกขายพันธบัตรออมทรัพย์ให้กับประชาชนเป็นรายเดือน ให้มีทางเลือกในการออมมากขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนรายย่อย และผู้สูงอายุที่มีเงินออมในบัญชีที่ได้ดอกเบี้ยต่ำ สามารถนำเงินมาทยอยลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลตอบแทนอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล ระยะ 10 ปี ในตลาดปัจจุบันที่อยู่ระดับประมาณ 2.2% ซึ่งรัฐบาลอาจจะพิจารณาบวกส่วนเพิ่ม (Premium) เล็กน้อยเข้าไปด้วย เพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด และเป็นแรงจูงใจที่คุ้มค่าสำหรับกลุ่มผู้ฝากเงิน และผู้สูงอายุ
