CPF ไตรมาส1กำไรสุทธิ 4,875 ล้านบาท เดินหน้าบริหารธุรกิจท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจโลก

Categories : Update News, Stock Market

Public : 14/05/2026

ซีพีเอฟ ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 4,875 ล้านบาท โต 349% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ภาวะเนื้อสัตว์ล้นตลาดคลี่คลายลง โดยยอดขาย 65% มาจากกิจการในต่างประเทศ

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปีนี้ ด้วยยอดขาย 136,697 ล้านบาท ลดลงจากระยะเดียวกันของปีก่อนประมาณ 5% โดยสาเหตุหลักมาจากผลกระทบจากการแปลงค่าเงินจากสกุลเงินท้องถิ่นของกิจการในต่างประเทศเป็นสกุลเงินไทยในงบการเงิน รายได้จากการขายประมาณ 65% เกิดจากกิจการในต่างประเทศจำนวน 13 ประเทศ ขณะที่ประเทศเวียดนามมีสัดส่วนรายได้จากการขายเป็นลำดับที่ 2 รองจากประเทศไทย คิดเป็น 18% ของรายได้รวม

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ผลประกอบการในไตรมาสแรกปีนี้ มีสัญญาณการฟื้นตัวจากภาวะเนื้อสัตว์ล้นตลาดจากช่วงปลายปีที่ผ่านมาชัดเจน สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจและการดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นในประเทศจีนที่เผชิญกับภาวะเนื้อสุกรล้นตลาดค่อนข้างมาก ทำให้ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ภายใต้ความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ไม่เพียงแต่แรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ทำให้ค่าขนส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น ยังรวมถึงปัจจัยสำคัญจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่สดใส กำลังซื้อทั่วโลกลดลง ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย ที่อาจก่อให้เกิดภาวะเงินฝืดในหลายประเทศ บริษัทฯได้เตรียมความพร้อมผ่านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจร เพื่อลดทอนผลกระทบจากความผันผวนและรักษาขีดความสามารถในการทำกำไรให้มั่นคงที่สุด รวมไปถึงแผนงานในการพัฒนาสินค้าอาหารพร้อมรับประทานที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันมีพฤติกรรมที่ต้องการความสะดวกสบายในการเข้าถึงอาหารมากขึ้น โดยได้ขยายงานในส่วนนี้ในหลายประเทศด้วยเช่นกัน และเห็นโอกาสในธุรกิจนี้ในประเทศเวียดนามที่ชัดเจน

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของไตรมาส 1 ปีนี้ เทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน กำไรของบริษัทลดลงประมาณ 43% เนื่องจากเกิดภาวะเนื้อสุกรล้นตลาดในหลายประเทศ กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนตัวลง แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะความสมดุลเริ่มดูดีขึ้นต่อเนื่องจนถึงครึ่งปีหลังปีนี้ ./