OSP โชว์ฟอร์มแกร่ง Q1/69 ชูความสำเร็จ‘Operational Excellence’ พร้อมเร่งกลยุทธ์ Supply Resilience อัตรากำไรขั้นต้นแตะ 42.5% และกำไรปกติพุ่ง1,157 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์

Categories : Update News, Stock Market

Public : 14/05/2026

บมจ. โอสถสภา (OSP) ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เติบโตโดดเด่น ทำกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 1,157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.2% จากปีก่อน (YoY) และ 40.7% จากไตรมาสก่อน (QoQ) สอดรับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับโครงสร้างการผลิตภายใน(Operational Excellence) พร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์"Supply Resilience" ที่บริหารจัดการต้นทุนอย่างยืดหยุ่นและกิจกรรมที่เข้าถึงผู้บริโภครายพื้นที่อย่างแม่นยำ มุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้ากลุ่มพรีเมียมและนวัตกรรมใหม่ๆ หนุนให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เพิ่มขึ้นแตะระดับ42.5%  สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มั่นใจรักษาความแข็งแกร่ง ผลักดันรายได้ทั้งปีเติบโตตามเป้าหมาย

นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ Chief Executive Officer บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า“ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ สามารถสร้างการเติบโตในธุรกิจหลักอย่างแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยหลักมาจากการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยการรวมศูนย์การผลิตไว้ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในระบบโลจิสติกส์ ส่งผลให้โครงสร้างต้นทุนโดยรวมในปีนี้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญประกอบกับการทำกิจกรรมการตลาดและการส่งเสริมการค้าที่เหมาะสม เน้นผลลัพธ์ วัดผลได้”

เจาะลึกความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานไตรมาส1/2569 :

รายได้รวม 6,345 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% YoY และ7.9% QoQ เมื่อเปรียบเทียบกับปีฐานที่ปรับปรุงด้วยอัตราแลกเปลี่ยนตลาดเพื่อให้สอดคล้องกับปีปัจจุบันผลักดันโดยรายได้กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศพุ่ง11.4% YoY โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่เติบโตโดดเด่นถึง 14.7% YoY รับอานิสงส์จากการรุกตลาดพรีเมียม (Premiumization) ผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ อาทิ เอ็ม-150 ฝาทอง สูตรพรีเมียม 12 บาท และการตอบรับที่ดีของกลุ่มเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพอย่างลิโพวิตัน-ดี น้ำตาล 0%และกลยุทธ์เพิ่มปริมาณจาก 100 มล. เป็น 150 มล. ในราคา 15 บาท มอบความคุ้มค่า (Value for Money) และปริมาณที่จุใจมากขึ้นให้กับผู้บริโภค
สร้างสถิติอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)สูงถึง 42.5% และกำไรปกติพุ่งสูงสุดถึง 1,157 ล้านบาท เป็นประวัติการณ์ เป็นผลสำเร็จจากการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพสูง (Supply Chain Optimization) และจากการรวมศูนย์การผลิตที่ช่วยลดต้นทุนคงที่และเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไ
ควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายและบริหาร (SG&A) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 17.9% YoY และ 19.8% QoQ ผ่านกลยุทธ์การตลาดที่เน้นผลลัพธ์ (ROI-driven) และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ
ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด ครองอันดับ 1 กลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ นำโดยแบรนด์ซี-วิทและเปปทีน ด้านกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลเติบโต 7.4% YoY โดยแบรนด์เบบี้มายด์ยังคงครองอันดับหนึ่งในกลุ่มสบู่เหลวสำหรับเด็ก สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ของโอสถสภา
เดินหน้าสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะแบรนด์อัลตร้ามายด์ (Ultramild) ที่เติบโตโดดเด่นจากการขยายฐานสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่(Adult Segment) อาทิ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น ผลิตภัณฑ์อาบน้ำผู้ใหญ่ รวมถึงแชมพูสูตรอ่อนโยน ซึ่งช่วยยกระดับอัตรากำไรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“แม้จะเผชิญกับสถานการณ์โลกที่ผันผวน แต่ด้วยความแข็งแกร่งของรากฐานภายในองค์กร การปรับตัวที่รวดเร็วและศักยภาพของทีมงานที่ผลักดันกลยุทธ์Supply Resilience” เพื่อรับมือกับปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ผันผวนหรือการขาดแคลนวัตถุดิบ การล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้า 3-6เดือน พร้อมเดินหน้าปรับเปลี่ยนวัสดุบรรจุภัณฑ์เชิงรุกทำให้โอสถสภาเชื่อมั่นว่าผลประกอบการปี 2569 จะเติบโตได้ตามเป้าหมายและเคียงคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืนนางสาวมุกดา กล่าวสรุป