ไทยเจ้าภาพ GRC 2026 เวทีระดับโลก ผนึกองค์กรทุนวิจัย 70 ประเทศ ผลักดัน Open Science รับมือโจทย์โลกเปลี่ยน ขับเคลื่อนชุมชนยั่งยืน

Categories : Update News, Economy

Public : 20/05/2026

กองทุน ววน. เปิดเวทีการประชุม GRC 2026 เป็นครั้งแรกของประเทศไทยร่วมกับแคนาดา หวังเป็น “จุดเชื่อม” ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมระดับโลก พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่าย และการพัฒนาความร่วมมือใหม่ ๆ กับนานาประเทศในอนาคต โดยเฉพาะประเด็น Open Science เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ ตลอดจนการวิจัยเพื่อโลกยั่งยืน

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 Thailand RISE Fund หรือ กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ Natural Sciences and Engineering Research Council of Canada (NSERC) ประเทศแคนาดา เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี Global Research Council (GRC) ครั้งที่ 14 ประจำปี 2569 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 18–22 พฤษภาคม 2569 โดยมี ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกับมีผู้แทนองค์กรบริหารทุนวิจัย หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมจาก 38 ประเทศ ตลอดจนคณะผู้แทนทางการทูตจาก 70 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติ

ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษและเปิดการประชุมว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุม GRC 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางระบบวิจัยโลก และเรียนรู้แนวทางการให้ทุนวิจัยจากประเทศชั้นนำ เพื่อนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาระบบการให้ทุนวิจัยของไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายใหม่จากทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทำให้การพัฒนาและใช้เทคโนโลยี รวมถึง AI ต้องดำเนินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ จริยธรรม และการคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและชุมชน โดยมองว่าผู้กำหนดนโยบายต้องมีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ผ่านการกำหนดนโยบายที่เชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับการใช้ประโยชน์จริง ขณะที่ผู้ขับเคลื่อนระบบวิจัยต้องมองภาพต่อไปว่า หลังจากงานวิจัยเสร็จสิ้นแล้วจะสามารถต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคสังคม และระดับชุมชน

 

ทั้งนี้ การสร้างระบบวิจัยที่เข้มแข็ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่เปิดกว้าง เอื้อต่อความร่วมมือ และเปิดพื้นที่ให้คนจากหลากหลายสาขาได้ทำงานร่วมกัน เพราะความหลากหลายทางความคิดจะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ โดย Open Science จะเข้ามามีส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการเข้าถึงองค์ความรู้ การแบ่งปันข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรด้านวิจัยร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ประเทศต่าง ๆ สามารถร่วมกันแก้ปัญหาระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยในระดับนานาชาติ โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสให้นักวิจัย มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการกลุ่ม Tech Startup ของไทย สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายวิจัยและแหล่งทุนระดับโลกได้มากขึ้น

ศ.ดร.ยศชนันท์ กล่าวว่า การวิจัยในปัจจุบันควรมุ่งตอบโจทย์วาระแห่งชาติและปัญหาระดับนานาชาติ ผ่านการทำงานแบบบูรณาการ ไม่แยกขาดระหว่างสายวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ แต่ต้องมองโจทย์ปัญหาในภาพรวม เพื่อให้เกิดทางออกที่นำไปใช้ได้จริงและยั่งยืน จากปัญหาสำคัญ ในเรื่อง ฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นปัญหาระดับนานาชาติ ซึ่งต้องอาศัยทั้งงานวิจัยเชิงเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหา และงานวิจัยเชิงสังคมศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนควบคู่กันไป โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนงานวิจัยที่ตอบโจทย์สำคัญของประเทศ และเชื่อมโยงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

“ผมมีความเชื่อมั่นว่าการประชุม GRC 2026 จะเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือ แลกเปลี่ยนแนวคิด และร่วมกันกำหนดทิศทางของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของโลก เพื่อให้สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เราไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ แต่เราร่วมกันกำหนดทิศทางของเทคโนโลยีให้ถูกใช้เพื่อมนุษย์และสังคมได้ ” รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

ด้าน ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า การประชุม GRC 2026 เป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนบทบาทของความร่วมมือระหว่างประเทศในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) โดยประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ ววน. ที่เปิดกว้าง เชื่อมโยง และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการผลักดันให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมสามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการประชุมในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ “Open Science” และ “Research for Sustainable Communities” ซึ่งสะท้อนบทบาทของ ววน. ในการรับมือกับความท้าทายสำคัญของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ ความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ การขยายตัวของเมือง และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี

 

ผู้อำนวยการ สกสว. ระบุว่า การที่ประเทศไทยและกองทุน ววน. ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาคมวิจัยนานาชาติที่มีต่อบทบาทของประเทศไทยในการเชื่อมโยงความร่วมมือด้าน ววน. ในระดับโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เรียนรู้แนวทางจากนานาประเทศ

ทั้งนี้ โลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านความยั่งยืนหลายมิติ โดยเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ซึ่งเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน เกษตรกรรม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน การประชุมครั้งนี้จึงผลักดัน 2 วาระสำคัญ คือ Open Science และ การวิจัยเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ เข้าถึง แบ่งปัน และใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ร่วมกันในการแก้ปัญหาสังคมไทยและสังคมโลก

 

ขณะที่ Prof. Dr. Alejandro Adem ประธาน Governing Board ของ Global Research Council (GRC) และ President of Natural Sciences and Engineering Research Council of Canada (NSERC) กล่าวถึงความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ ว่าองค์กรบริหารทุนวิจัยและความร่วมมือพหุภาคีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อน ววน. เพื่อประโยชน์ของทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายร่วมกันที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น

ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา GRC ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการหารือระดับโลกในประเด็น Open Science และการวิจัยเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน รวมถึงการจัดกิจกรรมคู่ขนานและเวทีแลกเปลี่ยนในหลากหลายประเด็นสำคัญ อาทิ วัฒนธรรมองค์ความรู้ ระบบ Diamond Open Access การปฏิรูประบบประเมินงานวิจัย ความร่วมมือพหุภาคี การพัฒนาระบบนิเวศ Open Science ที่ครอบคลุมและเท่าเทียม ตลอดจนประเด็นความหลากหลาย ความเสมอภาค การมีส่วนร่วม

ด้าน H.E. Ms. Ping Kitnikone เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยและแคนาดาในการขับเคลื่อน ววน. โลก รวมถึงเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยแคนาดาสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรวิจัยและการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและนักวิจัยระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระยะยาว

ทั้งนี้ ตลอดการประชุมผู้แทนจากภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ รวมถึงเป็นก้าวสำคัญในการรองเอกสาร Statement of Principles on Open Science และ Statement of Principles on Research for Sustainable Communities ซึ่งสะท้อนคุณค่าและวิสัยทัศน์ร่วมกันขององค์กรบริหารทุนวิจัยทั่วโลก พร้อมทั้งเป็น จุดเชื่อมสำหรับประชาคมผู้ให้ทุนวิจัยนานาชาติร่วมกันขับเคลื่อนระบบ ววน. ที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในระยะยาว โดยการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม GRC 2026 ได้ช่วยเน้นย้ำบทบาทของประเทศไทยในการเชื่อมโยงความร่วมมือด้าน ววน. ระดับโลก พร้อมทั้งแสดงให้เห็นศักยภาพของระบบ ววน. ไทยในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมสู่สายตานานาประเทศ