EXIM BANK ชี้ผู้ส่งออกยังเผชิญความเสี่ยง ลุยกลยุทธ์ 5T ตั้งเป้าสินเชื่อปล่อยใหม่ทั้งปี 7 หมื่นล้าน เพิ่มผู้ส่งออกรายใหม่ 3 พันราย
Categories : Update News, Finance
Public : 21/05/2026นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยในงานแถลงหัวข้อ “โลกเปลี่ยน ความท้าทายใหม่ EXIM BANK เคียงข้างธุรกิจไทยฝ่าวิกฤตโลก” ว่าเศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายจากภาวะวิกฤตที่ รุนแรง ผันผวน และแปรปรวน ซึ่งภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับ “ภาวะ 3 สูง” ได้แก่ 1 Cost สูง จากต้นทุนวัตถุดิบ โลจิสติกส์ ค่าแรง ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายในการบริหารความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น , 2 Compliance สูง จากข้อกำหนดด้านมาตรฐานสากล กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและ ESG กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ 3 Competition สูง จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จากสินค้าต้นทุนต่ำจากจีน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง
EXIM BANK คาดการณ์แนวโน้มการส่งออกทั้งปีจะขยายตัวราว 7% โดยได้ร้บอานิสงส์จากการลงทุนขยายตัว และผลจาก พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจจะยังขยายตัวได้ 2% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง โดยในปีนี้ EXIM BANK ตั้งเป้าหมายสินเชื่อปล่อยใหม่ที่ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่ง 4 เดือนแรกปล่อยกู้ได้แล้กว่า 1.8-1.9 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มลูกค้าที่ส่งออกไปยังประเทศจีน สหรัฐ และอียู ขณะที่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือ New Frontiers ยังไม่สามารถขยายตัวได้มากนักในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากผลกระทบจากภาวะสงคราม ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้างล่าสุดอยู่ที่ 1.73 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ธนาคารได้ทีมพิเศษ EXIM One Team เป็นทีมหน้าบ้าน กลางบ้าน และหลังบ้านให้ทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจ ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนลูกค้าผู้ส่งออกและประกันการส่งออก ให้ได้ 3,000 ราย โดย 4 เดือนที่ผ่านมามีลูกค้ารายใหม่แล้ว 715 ราย จากฐานลูกค้าปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 6,000 ราย สำหรับยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 4% ของยอดสินเชื่อคงค้าง ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเมื่อสิ้นปี และถือว่ายังเป็นระดับที่ควบคุมดูแลได้
" EXIM BANK ประเมินว่า การส่งออกปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวราว 7% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งได้รับอานิสงส์จากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยผู้ประกอบการไทย ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการขนส่งและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของประเทศคู่ค้า มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด "
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับ “ภาวะ 3 สูง” ที่ท้าทายความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ 1) Cost สูง จากต้นทุนวัตถุดิบ โลจิสติกส์ ค่าแรง ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายในการบริหารความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น 2) Compliance สูง จากข้อกำหนดด้านมาตรฐานสากล กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและ ESG กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนมาตรฐานทางบัญชีที่เข้มงวดมากขึ้น และ 3) Competition สูง จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากสินค้าต้นทุนต่ำจากจีน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับโมเดลธุรกิจ และเสริมความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง
นายชลัช กล่าวอีกว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความท้าทาย EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ พร้อมทำหน้าที่ Export Co-pilot ใช้กลยุทธ์ “5T” ตามแนวนโยบายภาครัฐ ประกอบด้วย
Target บรรเทาผลกระทบและลดความเสี่ยงให้ลูกค้าโดยเฉพาะ SMEs พร้อมช่วยเหลือด้วยการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย เสริมสภาพคล่อง และประคองการจ้างงานตามความเหมาะสม
Transition สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวผ่านผลิตภัณฑ์ Sustainable Finance โดยตั้งเป้าหมายสินเชื่อ green finance การให้บริการด้าน ESG
Transform ส่งเสริมการยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยี และกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายตลาดใหม่ผ่านการให้คำปรึกษา การจับคู่ธุรกิจ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เป็น 75%
Transparency สนับสนุนการส่งออกอย่างโปร่งใส สอดรับกับมาตรฐานสากล และดูแลลูกค้าด้วยความเป็นมืออาชีพ
Together บูรณาการความร่วมมือภายใน EXIM One Team และกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้าง Export Ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการไทยอย่างครบวงจร
