ทริสชี้ “ไทยช่วยไทยพลัส” หนุนกำลังซื้อระยะสั้น ดัน GDP เพิ่มราว 0.4% กดดันไฮเปอร์มาร์เก็ตชั่วคราว
Categories : Update News, Stock Market
Public : 25/05/2026ทริสชี้ “ไทยช่วยไทยพลัส” หนุนกำลังซื้อระยะสั้น ดัน GDP เพิ่มราว 0.4% กดดันไฮเปอร์มาร์เก็ตชั่วคราว

ทริสเรทติ้งประเมินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเป็นมาตรการร่วมจ่ายของภาครัฐว่า จะช่วยประคองกำลังซื้อของภาคครัวเรือนท่ามกลางค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะมีส่วนช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประมาณ 0.4% อย่างไรก็ตาม ผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนช่องทางการใช้จ่ายไปสู่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมมากกว่าการสร้างอุปสงค์ใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
มาตรการดังกล่าวมุ่งลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านผู้ค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านธงฟ้า ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงในระยะแรก ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่อาจเผชิญแรงกดดันต่อจำนวนลูกค้าในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น แต่ผลกระทบดังกล่าวไม่น่าจะยืดเยื้อ
ทริสเรทติ้งมองว่า กลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ตมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุดในบรรดาค้าปลีกสมัยใหม่ เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากสินค้าจำเป็นสูง และฐานลูกค้ามีความอ่อนไหวต่อราคา ทำให้มีความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะหันไปซื้อสินค้าผ่านช่องทางที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ ส่งผลให้จำนวนลูกค้าและยอดขายบางหมวดอาจอ่อนตัวลง โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้
อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งประเมินว่า ความเสี่ยงด้านลบยังอยู่ในระดับจำกัด โดยอ้างอิงจากประสบการณ์โครงการภาครัฐในอดีต เช่น “คนละครึ่งพลัส” เนื่องจากกลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ตยังมีจุดแข็งด้านความหลากหลายของสินค้า ระดับราคาที่แข่งขันได้ และความสะดวกจากการเชื่อมโยงช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
สำหรับธุรกิจค้าส่ง คาดว่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เพราะรายได้หลักมาจากการขายสินค้าในปริมาณมากให้แก่ร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับมาตรการอุดหนุน อีกทั้งร้านค้ารายย่อยอาจเพิ่มการสต็อกสินค้าเพื่อรองรับยอดขายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนคำสั่งซื้อในระดับหนึ่ง
ด้านร้านสะดวกซื้อ ทริสเรทติ้งมองว่าผลกระทบมีแนวโน้มเป็นกลางถึงบวกเล็กน้อย แม้ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการ แต่สภาพคล่องของผู้บริโภคที่ดีขึ้นอาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อความสะดวกและการซื้อสินค้าแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ขณะที่ความจำเป็นในการบริโภคประจำวันยังช่วยรักษาปริมาณผู้ใช้บริการได้
ส่วนกลุ่มค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น ร้านแฟชั่นและร้านเฉพาะทาง อาจได้รับผลกระทบในระดับเป็นกลางถึงลบเล็กน้อย เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนอาจหันไปใช้จ่ายกับสินค้าจำเป็นมากขึ้นในช่วงที่โครงการมีผลบังคับใช้ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 แต่คาดว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เนื่องจากการใช้จ่ายในหมวดดังกล่าวขึ้นอยู่กับรายได้และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเป็นหลัก
ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งมองว่า โดยรวมแล้วโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะส่งผลต่อสถานะเครดิตของผู้ประกอบการค้าปลีกในระดับจำกัด และไม่น่ากระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวมากนัก
