UNDP และธนาคารกรุงไทย ปลดล็อกการลงทุนเพื่อโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน
Categories : PR News
Public : 16/06/2026UNDP และธนาคารกรุงไทย ปลดล็อกการลงทุนเพื่อโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และธนาคารกรุงไทย (KTB) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดตัวความร่วมมือครั้งใหม่เพื่อสนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนในการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย
การเปิดตัวความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นการดำเนินงานระยะที่ 8 ของแผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (Small Grants Programme: SGP) ในประเทศไทย ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนชุมชนแล้ว 492 แห่ง ผ่านการให้ทุน การถ่ายทอดองค์ความรู้ การเสริมสร้างศักยภาพ และการเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาด
อย่างไรก็ตาม ระยะที่ 8 นี้นับเป็นครั้งแรกที่ SGP ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาคการเงินและภาคเอกชนในประเทศไทย โดย UNDP และธนาคารกรุงไทยจะร่วมกันพัฒนารูปแบบความร่วมมือด้านการลงทุนที่ก้าวข้ามการให้ทุนแบบดั้งเดิม
แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กระยะนี้จะมุ่งสนับสนุนการดำเนินงานใน 4 พื้นที่ภูมิทัศน์และภูมิทัศน์ทางทะเลสำคัญ ได้แก่ ชายฝั่งอันดามันตอนล่าง เทือกเขาเพชรบูรณ์ ลุ่มน้ำยวม–สาละวิน และจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ข้อมูลจากโครงการ Biodiversity Finance Initiative (BIOFIN) ของ UNDP ระบุว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 70% ของประเทศไทยพึ่งพาธรรมชาติโดยตรง ประเทศไทยเป็นที่อยู่อาศัยของความหลากหลายทางชีวภาพเกือบ 10% ของโลก รวมถึงพืชกว่า 15,000 ชนิด ความมั่งคั่งทางธรรมชาติเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิต ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร และเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจหลัก เช่น เกษตรกรรม ป่าไม้ และการท่องเที่ยว ซึ่งรวมกันคิดเป็นเกือบ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
อย่างไรก็ตาม การลงทุนเพื่อธรรมชาติยังคงไม่เพียงพอ โดยประเทศไทยยังมีช่องว่างด้านการเงินเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ความร่วมมือระหว่าง UNDP และธนาคารกรุงไทย ซึ่งมุ่งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนผ่านโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน จึงเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดช่องว่างดังกล่าว
“ประเทศไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพได้ก็ต่อเมื่อการดำเนินนโยบายระดับชาติสามารถเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ชุมชนคือพันธมิตรสำคัญในการปกป้องระบบนิเวศ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง การลงทุนในผู้นำท้องถิ่น นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะช่วยเปลี่ยนแผนงานระดับชาติให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้สำหรับผู้คน ธรรมชาติ และคนรุ่นต่อไป” คุณประเสริฐ ศิรินภาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าว
“บทต่อไปของการพัฒนาประเทศไทยจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปกป้องธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว ความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชนสามารถทำงานร่วมกันเพื่อปลดล็อกรูปแบบการลงทุนใหม่ ๆ ในโซลูชันและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ซึ่งช่วยปกป้องธรรมชาติ เสริมสร้างรายได้ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กของ UNDP-GEF เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ภาคการเงินและภาคเอกชนสามารถกลับมาลงทุนในชุมชนทั่วประเทศไทยได้ง่ายขึ้น และเราขอเชิญชวนพันธมิตรอื่น ๆ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนี้” คุณนีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทยกล่าว
ความร่วมมือครั้งใหม่นี้ต่อยอดจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่าง UNDP และธนาคารกรุงไทยในการพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ
ความร่วมมือดังกล่าวจะผสานประสบการณ์ของ UNDP ในการสนับสนุนการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน เข้ากับบทบาทของธนาคารกรุงไทยในฐานะพันธมิตรด้านความยั่งยืนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Sustainability Partner) เพื่อเชื่อมโยงชุมชนกับแหล่งเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี เครือข่ายความร่วมมือ และโอกาสทางการตลาด ช่วยให้ชุมชนสามารถต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของตนให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนและโลกในระยะยาว
หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จคือชุมชนบ้านโคกไคร จังหวัดพังงา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแผนงานการให้ทุนขนาดเล็กในการต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับคนในพื้นที่ โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) สูงถึง 2.46 เท่าภายในปี 2573 สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง
“ธนาคารกรุงไทยเชื่อว่าความยั่งยืนที่แท้จริงเริ่มต้นจากชุมชนที่เข้มแข็ง เพราะชุมชนคือผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เมื่อชุมชนได้รับโอกาส การสนับสนุน และเครือข่ายความร่วมมือที่เหมาะสม พวกเขาสามารถสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนได้ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือภายใต้แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กระยะที่ 8 ครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนด้านการเงิน แต่เป็นการร่วมสร้าง ‘ระบบนิเวศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ ที่จะช่วยเสริมพลังให้ชุมชนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และสามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ” คุณกฤษณ์ ฉมาภิสิษฐ ผู้บริหารสายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารกรุงไทยกล่าว
ภายในงานเปิดตัวความร่วมมือ ผู้แทนจากชุมชนบ้านโคกไคร จังหวัดพังงา และเครือข่ายสตรีและครอบครัวเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำพุงตอนบน จังหวัดเลย ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ว่าการสนับสนุนจาก SGP ช่วยต่อยอดความคิดริเริ่มในชุมชนให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อผู้คนและโลกได้อย่างไร เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนศักยภาพของโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน และโอกาสในการขยายผลรูปแบบความสำเร็จสู่พื้นที่อื่นภายใต้การดำเนินงานระยะใหม่ของแผนงาน
แผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (SGP) เป็นหนึ่งในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและดำเนินงานมาอย่างยาวนานที่สุดในโลก ภายใต้การดำเนินงานของ UNDP โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนมากกว่า 30,000 โครงการในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าการลงมือปฏิบัติในระดับท้องถิ่นสามารถสร้างผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง
