IAA มองหุ้นไทยครึ่งปีหลังยังเป็นขาขึ้น เป้าดัชนีสิ้นปี 1,619 จุด ชี้นักลงทุนกล้าเสี่ยง! ลดพอร์ตถือเงินสด เหลือ10% ชู ADVANC, AOT, BH, GULF และ KBANK เด่น
Categories : Update News, Stock Market
Public : 01/07/2026IAA มองหุ้นไทยครึ่งปีหลังยังเป็นขาขึ้น เป้าดัชนีสิ้นปี 1,619 จุด ชี้นักลงทุนกล้าเสี่ยง! ลดพอร์ตถือเงินสด เหลือ10% ชู ADVANC, AOT, BH, GULF และ KBANK เด่น
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์เกี่ยวกับทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า นักวิเคราะห์ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยประเมินกรอบดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงครึ่งปีหลังไว้ที่ระดับสูงสุด 1,655 จุด และต่ำสุด 1,496 จุด ขณะที่คาดว่าดัชนี ณ สิ้นปีจะอยู่ที่ 1,619 จุด ซึ่งยังมีอัพไซด์จากระดับปัจจุบันในระดับที่น่าสนใจ
ผลสำรวจยังสะท้อนมุมมองด้านการจัดพอร์ตการลงทุน โดยนักวิเคราะห์ยังคงแนะนำให้กระจายการลงทุน ซึ่งเป็นแนวทางที่ IAA แนะนำมาอย่างต่อเนื่องกว่า 8 ปี สำหรับการสำรวจครั้งนี้ได้ปรับลดสัดส่วนการถือเงินสดลงเหลือ 10% จาก 14.8% ในไตรมาสก่อน ขณะที่เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์อื่น ได้แก่ ตราสารหนี้ 16% การลงทุนในต่างประเทศ 29.6% เพิ่มขึ้นราว 3% หุ้นไทย 26.8% ทองคำเพิ่มเป็น 10% จาก 9% และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) เพิ่มเป็น 6.4% จาก 3.7% เนื่องจากสามารถสร้างรายได้จากเงินปันผลและได้รับประโยชน์ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ
นายสมบัติกล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงการลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้สะดวกมากขึ้นผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกลงทุนกว่า 80 หลักทรัพย์ ครอบคลุมบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น Apple, Google, Micron และ NVIDIA
สำหรับมุมมองต่อหุ้นไทย นักวิเคราะห์ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีมากที่สุด และเพิ่มน้ำหนักกลุ่มอิงเศรษฐกิจในประเทศ ท่องเที่ยว อาหาร กาคแพทย์ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของตลาด
ส่วนหุ้นรายตัวที่ได้รับการแนะนำตรงกันมากที่สุด ได้แก่ ADVANC, AOT, BH, GULF และ KBANK
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรกให้ผลตอบแทนประมาณ 26.6% สูงกว่าตลาดหุ้นสหรัฐและดัชนี MSCI World หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดโลกต่อเนื่องหลายปี
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในไตรมาส 3 มองว่ายังเป็นช่วงที่น่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงหุ้นที่อิงการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนภาครัฐ และกลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ทิศทางราคาพลังงาน ความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอน แม้คาดว่าการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ อาจช่วยลดความตึงเครียดของนโยบายบางด้านได้ นอกจากนี้ ยังมีหุ้นหลายตัวที่ยังปรับขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการลงทุน
ด้านอัตราดอกเบี้ย นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีแนวโน้มทรงตัวที่ระดับ 1% ไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล เช่น REITs
“ ปลายเดือนนี้ สมาคมนักวิเคราะห์จะพบผู้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยและถือเป็นครั้งแรกที่หารือตรงกับผู้ว่าการ ”
ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติในช่วงครึ่งปีแรกไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยสุทธิประมาณ 27,000 ล้านบาท โดยหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่ได้รับเม็ดเงินสูงสุด นำโดย SCB ซึ่งมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าราว 6,500 ล้านบาท ตามด้วย KBANK สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มธนาคารในช่วงปลายวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง
