เวที Climate Intelligence Forum 2026 ชี้ “ข้อมูลคาร์บอน” คือแต้มต่อใหม่ธุรกิจไทย เร่งสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลหนุนเป้าหมาย Net Zero
Categories : Update News, ESG News
Public : 02/07/2026ท่ามกลางกติกาการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น "ข้อมูลคาร์บอน (Carbon Footprint)" กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความสามารถแข่งขันของธุรกิจและประเทศ ทั้งด้านการส่งออก การลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว และการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นในงาน Climate Intelligence Forum 2026: Driving Climate Action Through Data-Driven Resilience and Eco-Efficiency ซึ่งจัดโดย สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) ภายใต้มูลนิธิอรุณ สรเทศน์ ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาควิชาการกว่า 200 คน ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับการใช้ข้อมูลคาร์บอนเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีด้านความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังรุนแรงขึ้นทั่วโลก การรับมือจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ควบคู่กับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ช่วยให้การกำหนดนโยบายและการดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้าน นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การสร้าง Climate Intelligence หรือระบบข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เพราะข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขสำหรับรายงานผล แต่เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ คาดการณ์ และออกแบบมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแม่นยำ
ภายในงานมีการเปิดตัว IdeaCarb – CFO Report Platform แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับประเมินและจัดทำรายงาน Carbon Footprint ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิจัยของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองรับการใช้งานตั้งแต่ระดับองค์กร และมีแผนขยายสู่ระดับผลิตภัณฑ์และโครงการในอนาคต
แพลตฟอร์มดังกล่าวรองรับระบบ MRV (Measurement, Reporting and Verification) พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และ Machine Learning เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการลดก๊าซเรือนกระจก ประเมินความคุ้มค่าของมาตรการลดคาร์บอน และช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ นำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอความร่วมมือกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการพัฒนาระบบเก็บและประเมินข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากนาข้าว เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร รวมถึงความร่วมมือกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-efficiency) ของระบบขนส่งทางราง และต่อยอดการใช้งานแพลตฟอร์มในอนาคต
อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือเวทีเสวนา "From Data to Action: Achieving Net Zero Through Carbon Footprint Assessment" ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐวิญญ์ ชวเลิศพรศิยา ที่ปรึกษาสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน
ผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ อบก., นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม, คุณเข็มอัปสร สิริสุขะ กรรมการ บริษัท สิริอัปสร จำกัด และผู้ก่อตั้งแบรนด์ SiriThai, คุณพรปวีณ์ ศิริรังษี วิศวกร 8 ศูนย์วิศวกรรมเครื่องกล ฝ่ายการช่างกล การรถไฟแห่งประเทศไทย และ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล
เวทีเสวนาเห็นตรงกันว่า Carbon Footprint กำลังกลายเป็น "ภาษากลาง" ของการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะเชื่อมโยงตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การลงทุน การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค ขณะที่ข้อมูลที่มีมาตรฐานและตรวจสอบได้จะเป็นหัวใจของการบรรลุเป้าหมาย Net Zero
ในช่วงท้าย นางสาวลลิตา หลำพึ่ง หัวหน้าฝ่ายประเมินและบริหารโครงการ สถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน นำเสนอผลการดำเนินงานโครงการ Low Carbon NextGen: Youth Action for Sustainable Communities ซึ่งมุ่งสร้างเครือข่ายเยาวชนให้มีความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการ Carbon Footprint ผ่านกิจกรรมในโรงเรียนและชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
เวที Climate Intelligence Forum 2026 จึงสะท้อนว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero จะต้องก้าวข้ามการเก็บข้อมูลเพื่อรายงานผล ไปสู่การใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือกำหนดนโยบาย วางกลยุทธ์ธุรกิจ และตัดสินใจลงทุน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ.
