ซีไอเอ็มบีไทยแนะ ลดถือเงินสด-ตราสารหนี้ มองเงินเฟ้อไม่เร่งตัว แม้สงคราม-ราคาน้ำมันยังเป็นความเสี่ยง

Categories : Update News, Stock Market

Public : 03/07/2026

ซีไอเอ็มบี ไทย มองไตรมาส 3 ลดถือเงินสด-ตราสารหนี้ มองเงินเฟ้อไม่เร่งตัว แม้สงคราม-ราคาน้ำมันยังเป็นความเสี่ยง

นายจิรไพบูลย์ รัตรภาณุรักษ์ Head of Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยมุมมองการลงทุนในไตรมาส 3 ว่า ภาพรวมตลาดการลงทุนทั่วโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมัน ซึ่งประเมินไว้ 2 กรณี ได้แก่ ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในกรอบ 75-95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือปรับลงต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ ไม่ว่าราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวในกรณีใด ธนาคารมองว่าผลกระทบต่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ในระดับจำกัด โดยเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับเงินเฟ้อทั่วไป ส่งผลให้แรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินไม่รุนแรงมากนัก และยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้น

นายจิรไพบูลย์กล่าวว่า หากธนาคารกลางยังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง การลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวอาจเผชิญผลขาดทุนจากราคาตราสารที่ปรับลดลง (Capital Loss) จึงแนะนำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้และเงินสด พร้อมเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา

สำหรับพอร์ตการลงทุนในไตรมาส 3 ธนาคารได้ปรับจากการลงทุนผ่านกองทุนหุ้นโลกแบบเดิม มาเน้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลกมากขึ้น เนื่องจากยังมองเห็นศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพของผลตอบแทนการลงทุน

ธนาคารยังคาดหวังผลตอบแทนจากพอร์ตการลงทุนในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ประมาณ 3-9% ภายใต้การกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม

นายจิรไพบูลย์กล่าวว่า ความไม่แน่นอนในไตรมาส 3 ยังคงอยู่ที่ผลกระทบของสงคราม ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงทั้งในระยะสั้นหรือยืดเยื้อกว่าที่คาด อย่างไรก็ตาม ตลาดยังประเมินทิศทางนโยบายการเงินได้ยาก เนื่องจากประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนใหม่ไม่ได้ให้แนวทางล่วงหน้า (Forward Guidance) อย่างชัดเจนเหมือนที่ผ่านมา

แม้จะมีความผันผวน แต่ยังมองว่าการลงทุนสามารถเดินหน้าต่อได้ และยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์อย่างชัดเจน แม้จะมีการลงทุนในเทคโนโลยีจำนวนมากและการระดมทุนขนาดใหญ่ รวมถึงภาวะต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจกระตุ้นการเก็งกำไรได้ในอนาคต โดยเฉพาะหากเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง

สำหรับตลาดหุ้นไทย นายจิรไพบูลย์มองว่า ดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างเร็ว แตะระดับประมาณ 1,600 จุด โดยกำไรบริษัทจดทะเบียนได้รับแรงหนุนจากกำไรสต๊อกในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดปรับเพิ่มจาก 95 บาท เป็น 97 บาท อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรอาจผ่านจุดสูงสุดในไตรมาส 1 และทยอยชะลอลงในช่วงที่เหลือของปี และมองกรอบดัชนี 1420-1540 จุด

ด้านมูลค่าหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนเงินปันผลย้อนหลังกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ราว 2.01% ซึ่งยังมีส่วนต่างมากกว่า 2% ทำให้นักลงทุนที่รับความผันผวนได้ยังสามารถทยอยลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้

สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร แม้ราคาหุ้นจะไม่ได้อยู่ในระดับถูกมากนัก แต่ยังมีจุดเด่นด้านเงินปันผลและคุณภาพสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากที่ผ่านมาได้ตั้งสำรองและบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

อีกกลุ่มที่น่าจับตาคือ กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งได้รับอานิสงส์จากต้นทุนการเดินทางที่ปรับลดลง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

นายจิรไพบูลย์กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดพอร์ตการลงทุนในปัจจุบันยังควรมุ่งหวังผลตอบแทนเฉลี่ยราว 3-4% เพื่อเอาชนะอัตราเงินเฟ้อ แม้ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนจะยังมีความผันผวนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นก็ตาม