“ไพบูลย์ นรินทรางกูร ”ประธานFETCO ประกาศวิสัยทัศน์ยกระดับตลาดทุนไทยสู่เวทีโลก ตั้งเป้าผู้นำอาเซียนใน 6 ปี หนุนประเทศก้าวสู่ชาติรายได้สูง

Categories : Update News, Stock Market

Public : 06/07/2026

“ไพบูลย์ นรินทรางกูร ”ประธานFETCO ประกาศวิสัยทัศน์ยกระดับตลาดทุนไทยสู่เวทีโลก ตั้งเป้าผู้นำอาเซียนในทุกๆด้าน ใน 6 ปี เป็นตลาดทุนพัฒนาแล้วใน 15ปี หลังประเทศก้าวสู่ชาติรายได้สูงใน12ปี

 

นายไพบูลย์ นรินทรางกูร  ประธานกรรมกาน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) แถลงวิสัยทัศน์ภายหลังเข้ารับตำแหน่งอีกวาระหนึ่งเป็นเวลา 2 ปี โดยประกาศเป้าหมายผลักดันตลาดทุนไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพประเทศ พร้อมตั้งเป้าให้ตลาดทุนไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำของอาเซียนภายใน 6 ปี และพัฒนาเป็นตลาดทุนระดับโลก เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วและประเทศรายได้สูงในอนาคต

นายไพบูลย์กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนในระดับสูง โดยสัดส่วนการลงทุนของประเทศควรอยู่ที่ประมาณ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่ในช่วงที่ผ่านมา การลงทุนยังอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น ตลาดทุนจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งระดมทุนเพื่อสนับสนุนการลงทุนของประเทศ

พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังตั้งเป้าหมายก้าวสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และเป็นประเทศรายได้สูงภายในระยะเวลาประมาณ 12 ปี ซึ่งจะต้องอาศัยการยกระดับประเทศในทุกมิติ โดยตลาดทุนต้องมีบทบาทมากกว่าเป็นเพียงสถานที่ซื้อขายหุ้น แต่ต้องเป็นทั้งแหล่งระดมทุน แหล่งจัดสรรทรัพยากร และแหล่งสร้างความมั่งคั่งให้กับประชาชนไทย

“เงินออมของคนไทยมีแนวโน้มลดลงจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย ตลาดทุนจึงต้องเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างผลตอบแทนจากการออมระยะยาว และเป็นกลไกช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงตลาดซื้อขายหุ้นเท่านั้น” นายไพบูลย์กล่าว

ประธาน FETCO กล่าวว่า ตลาดทุนไทยจำเป็นต้องยกระดับสู่มาตรฐานโลก ไม่ใช่เพียงแข่งขันในระดับภูมิภาค เพราะเศรษฐกิจยุคใหม่ต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่และเทคโนโลยีที่ใช้เงินลงทุนสูงและใช้เวลานานกว่าจะสร้างผลตอบแทน ซึ่งตลาดทุนเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่มีความเหมาะสมมากกว่าการพึ่งพาเงินกู้จากระบบธนาคารเพียงอย่างเดียว

สำหรับเป้าหมายในช่วงวาระ 2 ปีนี้ จะมุ่งฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย หลังจากช่วงที่ผ่านมาเผชิญภาวะการระดมทุนชะลอตัวและดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลง แม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มฟื้นตัวแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องเดินหน้าพัฒนาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเพิ่มสภาพคล่องระยะยาวเข้าสู่ตลาด เพื่อช่วยลดความผันผวนและเพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุนไทย

นายไพบูลย์ย้ำว่า กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของตลาดทุนไทยจำเป็นต้องยกระดับให้เป็นมาตรฐานสากล หากประเทศไทยต้องการเป็นตลาดทุนระดับโลกและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลก

ทั้งนี้ FETCO ได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญ 5 ด้าน เพื่อขับเคลื่อนตลาดทุนไทย ได้แก่ การสร้างอุปสงค์ (Demand) ผ่านมาตรการส่งเสริมการออมและการลงทุน เช่น โครงการ TISA ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าแล้วประมาณ 80-90% และอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดด้านวงเงินและช่วงเวลาการดำเนินการ

ด้านการเพิ่มอุปทานและสภาพคล่อง (Supply) จะผลักดันการจัดตั้งกองทุนการออมเพื่อการเกษียณภาคบังคับ หรือระบบสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ เพื่อเพิ่มเงินลงทุนระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุน รองรับสังคมสูงวัยและสร้างคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ

 

อีกด้านคือการปรับโครงสร้างตลาดทุน เพื่อดึงดูดนักลงทุนและผู้มีความมั่งคั่งจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเสนอแนวคิดการให้วีซ่าระยะยาวควบคู่กับการลงทุน รวมถึงการจัดตั้งศูนย์บริหารความมั่งคั่งครอบครัว (Family Office) เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบริหารความมั่งคั่งของภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการจูงใจให้นำเงินลงทุนของคนไทยที่อยู่ต่างประเทศกลับเข้ามาลงทุนในประเทศ ผ่านการผ่อนปรนภาษีจากกำไรเงินลงทุนเป็นการชั่วคราว เพื่อดึงเม็ดเงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

FETCO ยังเสนอให้ปรับปรุงกฎระเบียบด้านการลงทุน เพื่อเปิดโอกาสให้สมาคมและองค์กรต่าง ๆ สามารถลงทุนในตลาดทุนได้มากขึ้น เริ่มจากกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อเพิ่มฐานนักลงทุนระยะยาว ขณะเดียวกันยังสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการลงทุนของภาครัฐ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านเพดานหนี้สาธารณะ

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการส่งเสริมให้ธุรกิจนวัตกรรมและบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สามารถเข้าสู่ตลาดทุนได้มากขึ้น รวมถึงผลักดันระบบเครดิตสำหรับผู้ประกอบการ SME เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและเอื้อให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ได้มากขึ้น

นายไพบูลย์กล่าวว่า เป้าหมายระยะยาวคือการผลักดันให้ตลาดทุนไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำของอาเซียนภายใน 6 ปีในทุกมิติ ก่อนพัฒนาเป็นตลาดทุนของประเทศพัฒนาแล้วในระยะ 15 ปี ซึ่งจะสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในราว 12 ปี และสามารถรักษาสถานะดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง

"ผมเชื่อว่า เป้าหมายดังกล่าวมีความเป็นไปได้ หลังเห็นภาครัฐเริ่มเดินหน้าปรับปรุงกฎเกณฑ์และนโยบายหลายด้าน พร้อมย้ำว่าประเทศไทยต้องตั้งเป้าหมายให้ไกลและร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้นจริง“

สำหรับปัจจัยสำคัญที่จะนำประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง ประกอบด้วย การเพิ่มขนาดและสภาพคล่องของตลาดทุน การยกระดับกฎเกณฑ์ให้เป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้กองทุนและนักลงทุนทั่วโลกสามารถเข้ามาลงทุนได้อย่างสะดวก รวมถึงการเปิดประตูรับเงินออมจากต่างประเทศเข้ามาสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ตลาดทุนไทยเป็นหนึ่งในกลไกหลักของการยกระดับประเทศสู่เวทีโลกอย่างแท้จริง