SCB WEALTH ชู 3 ปรัชญาบริหารความมั่งคั่ง รับโลกหลายขั้ว แนะกระจายลงทุน AI-พลังงาน พร้อมวางแผนส่งต่อทรัพย์สิน

Categories : Update News, Wealth

Public : 10/07/2026

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ และทิศทางนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ SCB WEALTH แนะนักลงทุนปรับกลยุทธ์บริหารความมั่งคั่งด้วยการกระจายการลงทุนทั่วโลก ภายใต้ 3 ปรัชญาหลัก ได้แก่ Focus on Opportunities, Invest in the Future และ Take Calculated Risk พร้อมให้น้ำหนักการลงทุนในเมกะเทรนด์ระยะยาวอย่าง AI พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเปลี่ยนความผันผวนให้เป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

 

แนวคิดดังกล่าวถูกนำเสนอในงานสัมมนา "Resilient Wealth, Lasting Legacy" ซึ่ง SCB WEALTH จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดมุมมองด้านการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่งให้แก่ลูกค้า Wealth หลังจากจัดงานแล้วในจังหวัดเชียงใหม่ ชลบุรี และขอนแก่น และเตรียมขยายการจัดงานสู่พื้นที่ภาคใต้ เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ด้านการลงทุนและการวางแผนความมั่งคั่งอย่างยั่งยื

 

นางสาวปรมาศิริ มโนลม้าย Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกทำให้การบริหารความมั่งคั่งต้องมองภาพรวมมากกว่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องครอบคลุมการบริหารสินทรัพย์ การวางแผนครอบครัว และการส่งต่อความมั่งคั่งสู่คนรุ่นต่อไป

 

ทั้งนี้ SCB WEALTH ให้ความสำคัญกับการบริหารความมั่งคั่งใน 3 ด้าน ได้แก่ การวางกลยุทธ์ลงทุนเพื่อรับมือความไม่แน่นอน การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ให้เหมาะสมกับทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ และการเพิ่มประสิทธิภาพของทรัพย์สินผ่าน Property-Backed Loan เพื่อสร้างสภาพคล่องโดยไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์

 

นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า SCB WEALTH ยังคงยึด 3 ปรัชญาหลักในการบริหารความมั่งคั่ง ได้แก่ Focus on Opportunities มองทุกวิกฤตเป็นโอกาสลงทุน Invest in the Future ลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคต และ Take Calculated Risk บริหารความเสี่ยงอย่างมีหลักการ เพื่อให้ลูกค้ารับมือกับความผันผวนของตลาดได้อย่างมั่นคง

 

 แม้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกในระยะสั้น แต่กลับเปิดโอกาสการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม เช่น กลาโหม โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลก

 

สำหรับธีมการลงทุนระยะยาว SCB WEALTH ยังให้น้ำหนักกับเมกะเทรนด์สำคัญ ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และทรัพยากรสำคัญอย่างทองแดง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของ Data Center และการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก

   

นายชาตรี โรจนาภา Head of Investment Consultant ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Multi-Polar Era นักลงทุนจึงควรสร้างพอร์ตที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยใช้แนวคิด Resilient Investment และหลักการ All Weather Portfolio กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งสินทรัพย์เพื่อการเติบโต สินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ สินทรัพย์รองรับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และเงินสด

 

นอกจากนี้ ยังแนะนำการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite Portfolio โดยให้สัดส่วนหลักอยู่ในสินทรัพย์คุณภาพสูงที่กระจายลงทุนทั่วโลก เพื่อสร้างเสถียรภาพระยะยาว ขณะที่อีกส่วนใช้ลงทุนในธีมหรือสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนสูง

 

ด้าน นายธนพล อิทธินิธิภัค Head of Thailand Business, BlackRock กล่าวว่า ในภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการควบคุมความผันผวนของพอร์ต (Volatility Control) ผ่านการลงทุนในหุ้นโลก ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะกองทุนประเภท Liquid Alternatives ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนจากหลายกลยุทธ์การลงทุน

 

BlackRock ยังให้น้ำหนักการลงทุนใน AI และ Sustainable Energy ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า จากการเติบโตของ Data Center ความต้องการใช้ไฟฟ้า และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

 

ดร.นิติ เนื่องจำนงค์ Head of Wealth Planning and Family Office ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การรักษาและส่งต่อความมั่งคั่งจำเป็นต้องวางแผนในรูปแบบ Family Wealth Planning ตั้งแต่การจัดทำบัญชีทรัพย์สิน การวางโครงสร้างธุรกิจครอบครัว การเตรียมทายาท การจัดทำธรรมนูญครอบครัว ตลอดจนการบริหารทรัพย์สินผ่านคณะกรรมการลงทุนและสภาครอบครัว เพื่อให้การส่งต่อทรัพย์สินและธุรกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน

 

ส่วน นายปกรณ์ เภตรากาศ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย Wealth Lending Product ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า Property-Backed Loan และ Lombard Loan เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่อง โดยช่วยให้ลูกค้านำอสังหาริมทรัพย์หรือหลักทรัพย์มาเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อ และนำเงินไปต่อยอดการลงทุนโดยไม่ต้องขายสินทรัพย์เดิม ซึ่งช่วยรักษาโอกาสการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารความมั่งคั่งท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง