“AIRA Capital” เดินหน้าบุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พลิกเป็น“ เรือธง” หลักของกลุ่ม หวังสร้างรายได้ 50% พร้อมเดินหน้าดึงพันธมิตร ร่วมทุน- ดันเข้าตลาดหุ้นปี70
Categories : Update News, Stock Market
Public : 15/07/2026“AIRA Capital” เดินหน้าบุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พลิกเป็น“ เรือธง” หลักของกลุ่ม หวังสร้างรายได้ 50% พร้อมเดินหน้าดึงพันธมิตร ร่วมทุน- ดันเข้าตลาดหุ้นปี70

ท่ามกลางความตึงเครียดและเงินตึงตัว “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” กลายเป็นธุรกิจ ที่ถูกแนะนำให้หลีกเลี่ยง !! เพราะ สภาพขาดเงิน สินค้าล้นตลาด!!
แต่ สถานการนี้ สวนทางกับ กลุ่ม “AIRA Capital”
ที่ปักธง รุกกอสังหาริมทรัพย์เต็มรูปแบบ และ อสังหาริมทรัพย์ จะเป็นธงสำคัญสร้างรายได้แน่นอนและมั่นคงให้กับ กลุ่ม! เป้าหมายรายได้ 50% ในอนาคตจากเดิม คือ ธุรกิจการเงิน
Wealthplustoday สัมภาษณ์ : นางนลินี งามเศรษฐมาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIRA Capital ถึงทิศทางธุรกิจและ การรุกอสังหา ในอนคต
มองทิศทางธุรกิจของ AIRA Capital ในช่วงครึ่งปีหลังอย่างไรและที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
นางนลินี กล่าวว่า ครึ่งปีแรกผลการดำเนินงานของกลุ่มถือว่าเป็นไปตามแผน แต่ 6 เดือนข้างหน้า เรามองว่าเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนและคาดการณ์ได้ยาก ทั้งจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และการค้าโลก ดังนั้น สิ่งที่เรายึดเป็นหลักคือ “Survival Strategy” หรือการบริหารธุรกิจอย่างรอบคอบ ไม่ประมาท และไม่ประเมินสถานการณ์ในเชิงบวกเกินไป (Over Estimate)
แนวทางของเราคือการบริหารความเสี่ยงเป็นอันดับแรก เน้นความมั่นคงและความปลอดภัยของธุรกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดลงทุน เรายังคงเดินหน้าธุรกิจ เพียงแต่เลือกลงทุนในสิ่งที่มั่นใจว่ามีความเสี่ยงต่ำและสร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืน
ปัจจุบันธุรกิจใดเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของ AIRA Capital
นางนลินี: วันนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของกลุ่มแล้ว และจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต จากเดิมที่ธุรกิจการเงินเป็นรายได้หลัก เรากำลังปรับโครงสร้างให้ธุรกิจ Property มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้กลุ่ม และเราคาดว่าจะเพิ่มเป็น 50-70% ในอนาคต เพราะเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) และมีเสถียรภาพมากกว่าในภาวะเศรษฐกิจผันผวน
จุดแข็งของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มคืออะไร
นางนลินีกล่าวว่า ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Spring Tower ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานเกรดเอของเรา ปัจจุบันมีอัตราการเช่าสูงถึง 95% ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับภาวะตลาดในปัจจุบันและเกิน50% เป็นลูกค้าต่างชาติ
ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากเครือข่ายและความสัมพันธ์ที่เรามีกับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาเช่าพื้นที่ระยะยาว ทำให้อาคารมีรายได้ที่มั่นคง ปัจจุบัน Spring Tower มีมูลค่าประเมินประมาณ 3,700 ล้านบาท
มีแผนลงทุนใหม่ด้านอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมหรือไม่
นางนลินีกล่าว่า เราเตรียมเริ่มก่อสร้างโครงการโรงแรมแห่งใหม่ย่านสีลมภายในไตรมาส 3 หรือ 4 ของปีนี้ โดยร่วมกับแบรนด์โรงแรมระดับโลก DoubleTree by Hilton ซึ่งจะช่วยยกระดับโครงการของเราให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล และต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มในระยะยาว และมีความเป็นไปได้สูงมาก ที่จะเข้าไปเท็กโอเวอร์ โรงแรมเพิ่มเข้ามา เพราะขณะนี้ มีผู้ประกอบการ 2-3 รายที่ได้มานำเสนอ ขายให้กับบริษัท
“ การทำธุรกิจอสังหาของเราต่างจากคนอื่นๆเพราะก่อนทำจะดูว่ากระแสเงินสดที่มีเป็นอย่างไร โครงการที่ทำเป็นไปได้ แค่ไหน คิดทุกด้าน การกู้เงินจากสถาบันการเง้นจะมาทีหลัง และสำคัญคือ จะต้องมีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง มาร่วม JV"
แผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีความคืบหน้าอย่างไร
นางนลินี กล่าวว่า เป้าหมายของเราคือการนำ AIRA Property เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใน ไตรมาส 3 ของปีหน้า เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งขณะนี้มีทุนญี่ปุ่น2-3รายที่จะขอเข้ามาแบ่งซื้อหุ้น 10% จากที่ถือแยู่ 65% ซึ่งถ้าการเจรจาและมีพรีเมี่ยมก็พร้อมจะลดสัดส่วนแต่ ไอร่าจะยังคงถือหุ้นใหญ่ เพราะ เป็นเงื่อนไขในสัญญาเช่าที่กับทรัพย์สินว่า จะต้องถือหุ้น 55%
ขณะเดียวกัน หากมีโอกาสและเงื่อนไขที่เหมาะสม เราก็เปิดกว้างต่อการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวเช่นกัน
“ เรายังคาดหวังว่าอนาคตจะปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้แน่นอน ระหว่างนี้ รับความเพิ่มมูลค่าการโครงการ ที่ทำเพราะจากทุน1,000 ล้านตอนนี้ จากการประเมินราคาล่าสุด อยุ่ที่ 3,700 ล้าน”
ส่วน Aira & Aiful ก็มีแผนเข้าตลาดเช่นเดียวกัน แต่จะต้องบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมก่อน
หลายคนมองว่านักลงทุนญี่ปุ่นเริ่มลดการลงทุนในไทย AIRA เห็นอย่างไร
นางนลินีกล่าวว่า สำหรับเรา ความสัมพันธ์กับพันธมิตรญี่ปุ่นยังแข็งแกร่งมาก ไม่ว่าจะเป็น AIFUL, NEC Capital และ Kinetic ทุกฝ่ายยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และเชื่อมั่นในแนวทางการบริหารของ AIRA
นอกจากนี้ยังมีแผนขยายความร่วมมือไปสู่ธุรกิจที่ปรึกษา (Advisory Business) เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ร่วมกันในอนาคต
AIRA นำ AI มาใช้ในการดำเนินธุรกิจมากน้อยแค่ไหน
นางนลินี:กล่าวว่า เราใช้ AI มาประมาณ 3-4 ปีแล้ว โดยเฉพาะด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) เพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ
แต่ในมุมของเรา AI เป็นเพียงเครื่องมือ สิ่งที่ยังสำคัญที่สุดคือ Human Common Sense หรือประสบการณ์และวิจารณญาณของคน เพราะการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์หรือการคาดการณ์อนาคต ยังต้องอาศัยมุมมองและประสบการณ์ที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด
AIRA ให้ความสำคัญกับ ESG อย่างไร
นางนลินีกล่าวว่า เรามองว่า ESG คือการสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ ไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมเพื่อสังคม
ด้านสิ่งแวดล้อม เราให้ความสำคัญกับการปลูกต้นไม้และระบบกรองอากาศเพื่อช่วยลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5
ส่วนด้านการศึกษา เราเชื่อว่าการสร้างห้องสมุดและสนับสนุนหนังสือให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ร่วมกัน จะสร้างประโยชน์ระยะยาวมากกว่าการแจกอุปกรณ์รายบุคคล เพราะการพัฒนาคนคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในอนาคต
