กรมการแพทย์ จับมือ สกสว. และ สไกน์เมด พัฒนา AI ปฏิวัติการคัดกรองโรคหลอดเลือดสมองตั้งเป้าลดผู้ป่วยใหม่50%

Categories : Update News, PR News

Public : 20/07/2026

กรมการแพทย์ จับมือ สกสว. และ สไกน์เมด พัฒนา AI ผสานเซนเซอร์อัจฉริยะ ปฏิวัติการคัดกรองโรคหลอดเลือดสมอง ช่วยคนไทยรู้ทันก่อนป่วย ตั้งเป้าลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ 50% พร้อมดันเข้าสิทธิ สปสช.-ประกันสังคม-กรมบัญชีกลาง

 

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และบริษัท สไกน์เมด จำกัด เพื่อขับเคลื่อนโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองเชิงสาธารณะด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และเซนเซอร์วิเคราะห์ชีพจรและหลอดเลือดแบบใหม่ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการผสานจุดแข็งระหว่างองค์ความรู้ทางการแพทย์ งานวิจัย และนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นการสร้างเครื่องมือคัดกรองที่มีความแม่นยำสูง ใช้งานง่าย เข้าถึงประชาชนได้ครอบคลุม และเป็นกลไกสำคัญในการลดอุบัติการณ์และภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย พร้อมทั้งสนับสนุนให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจริงในระบบสาธารณสุข เพื่อผลลัพธ์สุขภาพที่ดีขึ้นของประชาชน

นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เป็นStroke หรือ ปัญหาโรคหลอดเลือดสมองที่รักษาอยู่ในระบบสาธารณสุขอของไทยเกือบ 1 ล้านคน และในแต่ละปีจะมีผู้เป็นโรคนี้อีกประมาณ 8 หมื่นคน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องนำวัตกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในระบบสาธารณสุข เพื่อเดินหน้าเชิงรุกในการรับมือปัญหาดังกล่าวที่เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและความพิการในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นที่การค้นหาผู้ที่มีความเสี่ยงก่อนเกิดโรค (Pre-stroke screening) ด้วยการนำ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพระบบคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อลดอัตราการสูญเสีย ทั้งในแง่ของสุขภาพ คุณภาพชีวิต และภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวของประเทศ โดยเป้าหมายของเราคือจะลดจำนวนผู้ป่วยจากโรคนี้ให้ได้อย่างน้อย 50% ในทุกๆ ปี

 

“วัตถุประสงค์หลักของการร่วมมือ 3 ฝ่ายในครั้งนี้เพื่อนำนวัตกรรมที่มีอยู่ มาใช้ในคลินิกแพทย์เพื่อค้นหาผู้ที่มีภาวะเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หากสามารถค้นหาโดยใช้เอไอได้ผล ก็จะเป็นการลดภาระของแพทย์และเจ้าหน้าที่รัฐในการรักษาผุ้ป่วยโรคเหล่านี้ เพราะเมื่อมีการใช้ เอไอมาคัดกรองผู้ที่มีภาวะเสี่ยงได้เร็วขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคเพราะจะได้รักษาแต่เนิ่นๆ และเมื่อมีการทดลองในสเคลใหญ่ได้แล้วและมีการยอมรับทั้งในและต่างประเทศก็สามารถพัฒนาในเชิงพาณิชย์ สามารถทำเงินเข้าประเทศได้” นพ.ณัฐพงศ์กล่าวว่า สำหรับหัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือการสร้างฐานข้อมูลทางคลินิกที่น่าเชื่อถือ โดยกรมการแพทย์จะรับบทบาทหลักในด้านการดำเนินงานทางคลินิก ประสานการตรวจด้วย Doppler Ultrasound ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ในการประเมินหลอดเลือด ทำงานร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท เพื่อจัดทำ Clinical Reference Dataset สำหรับฝึกฝนอัลกอริทึมของ AI ให้มีความแม่นยำสูงและสอดคล้องกับลักษณะทางสรีรวิทยาของประชากรไทยโดยเฉพาะ นอกเหนือจากการพัฒนาทางเทคนิค กรมการแพทย์ยังให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลและมาตรฐานความปลอดภัย โดยจะประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการกำกับดูแลมาตรฐานและการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ประเภทซอฟต์แวร์ AI เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปใช้ในระบบสาธารณสุขไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการดูแลสุขภาพประชาชนในอนาคต

“โดยโครงการนี้จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 ปี โดยปีแรกมีเป้าหมายเพื่อนำไปคัดกรองผู้ป่วยในสเคลใหญ่ๆ หรือปริมาณมากได้ก่อน จากปัจจุบันที่ทำได้ประมาณ 100 ราย ในอนาคตต้องขยายไปเป็นจำนวน 3,000 ราย โดยวัดความแม่นยำในการค้นหา และเมื่อผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ ทางกรมการแพทย์จะนำเสนอแนวทางนี้ต่อหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลด้านการใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จากนั้นในปีที่2 ภาคเอกชนก็จะนำไปพัฒนาในเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้ต่อไป” ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้กล่าวถึงบทบาทสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ว่า สกสว. พร้อมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายและระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ โดยมุ่งเน้นกระบวนการเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัย แหล่งทุน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นหนึ่งเดียว โดยบทบาทสำคัญของ สกสว. ในความร่วมมือครั้งนี้ คือการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานเครือข่ายวิจัยและแหล่งทุน เพื่อให้การพัฒนา AI ทางการแพทย์เป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ เร่งนำผลลัพธ์จากงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพไปประยุกต์ใช้ในการกำหนดทิศทางนโยบายสาธารณสุขระดับประเทศ และมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่จะช่วยลดภาระทางสุขภาพของประชาชนในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่งคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

 

“โดยโครงการนี้ใช้เงินในการสนับสนุนต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งหากพัฒนาได้สำเร็จตามเป้าหมาย จนสามารถนำมาใช้ในการค้นหาและป้องกันการเกิดโรคแล้ว และสมารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์ก็จะได้ประโยชน์เป็นอย่างมากต่อคนไทยทุกๆคน นอกจากจะลดกจำนวนผู้ป่วยสโตรกได้แล้ว ยังลดค่าการรักษาพยาบาล และยังสามารถนำเครื่องมือดังกล่าวไปขายในเชิงพาณิชย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นความคุ้มค่าต่อเม็ดเงินที่ลงทุนไป” ดร.วิศิษฐ ทวีปรังษีพร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สไกน์เมด จำกัด (SKAI MED Co.Ltd.) กล่าวว่า สำหรับความพร้อมในการเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้ บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เชี่ยวชาญมาร่วมพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขของประเทศ โดยมีบทบาทสำคัญด้านการสนับสนุนเทคโนโลยีเซนเซอร์วิเคราะห์ชีพจรและหลอดเลือด (Pulse Sensing Technology) ที่มีความละเอียดสูง พร้อมด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์วิเคราะห์สัญญาณ (Signal Analysis Software) ที่ทันสมัย รวมเทคโนโลยีแบบจำลอง AI เข้ากับระบบการตรวจวัด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคัดกรองความเสี่ยงให้มีความแม่นยำสูง และสนับสนุนด้านเอกสารทางเทคนิคและกระบวนการจัดการระบบคุณภาพ (Quality Management System) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ตามมาตรฐานสากล โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนานวัตกรรมร่วมกับภาครัฐให้มีความสมบูรณ์และใช้งานได้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย “เราตั้งเป้ารว่าอยากให้เครื่องมือดังกล่าวแพร่หลายไปถึงปฐมภูมิ และชุมชน เพื่อคัดกรองโรคได้เอง เพราะมีค่าบริการที่ถูกคือครั้งละ 250 บาทเท่านั้น และเครื่องมือในราคาแค่หลักหมื่นบาท หากได้จะดีต่อสุขภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก และเป็นการช่วยภาครัฐประหยัดงบประมาณในการดูแลผู้ป่วยโรคนี้”

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันวิจัย และภาคเอกชนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาโรคหลอดเลือดสมอง แต่ยังเป็นการวางรากฐานระบบสาธารณสุขไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด