“ดร.เอกนิติ”เปิดเหตุผล ประเทศไทยเนื้อหอม !! ทุนไกลเข้าเฉียดแสนล้าน !! ชูจุดแข็งไทยเป็น “ประเทศที่ค้าขายได้กับทุกฝ่าย” รับแรงลงทุนโลก เดินหน้า BOI Fast Track ดันคำขอลงทุนทะลุ 1 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งเป้า 4 ปี ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันติด Top 20 ของโลก
Categories : Update News, Stock Market
Public : 21/07/2026“ดร.เอกนิติ”เปิดเหตุผล ประเทศไทยเนื้อหอม !! ทุนไกลเข้าเฉียดแสนล้าน !! ชูจุดแข็งไทยเป็น “ประเทศที่ค้าขายได้กับทุกฝ่าย” รับแรงลงทุนโลก เดินหน้า BOI Fast Track ดันคำขอลงทุนทะลุ 1 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งเป้า 4 ปี ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันติด Top 20 ของโลก และดันศักยภาพเศรษฐกิจเติบโตเกิน 3% พร้อมวางยุทธศาสตร์พลิกเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้า 12 ปีสู่ประเทศรายได้สูง ดัน 7 อุตสาหกรรมใหม่-เร่งลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และพลังงานสะอาด
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงาน“SET Sustainability Forum #2/2026 “พลิกความผันผวนของโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Supply Chain”โดยทบรรยายในหัวข้อเรื่อง ืขับเคลื่อนเศรษฐกิจและ Supply Chain ผ่านนโยบาย การเงิน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล “
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากการไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรที่รวมกันแล้ว เกือบ1แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตามรัฐยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจ (Geopolitics และ Geoeconomics) ที่ทำให้โลกแบ่งออกเป็นหลายขั้วอำนาจ ประเทศไทยกลับมีโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุน เนื่องจากมีจุดแข็งคือสามารถค้าขายและสร้างความร่วมมือได้กับทุกฝ่าย ทั้งประเทศฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนมากขึ้น
ปัจจุบันนักลงทุนไม่ได้มองเพียงต้นทุนการผลิตเหมือนในอดีต แต่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการเข้าถึงพลังงานสะอาด ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนในระยะยาว

ในด้านนโยบายเร่งด่วน รัฐบาลได้เดินหน้าปลดล็อกกฎระเบียบผ่านมาตรการ BOI Fast Track เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ลดขั้นตอนการอนุมัติและการออกใบอนุญาต ส่งผลให้มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1 ล้านล้านบาท ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสแรกของปีขยายตัวมากกว่า 10%
พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยการคลัง ทั้งการบริหารหนี้และการชำระคืนหนี้ก่อนกำหนด ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก Negative เป็น Stable สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ
สำหรับเป้าหมายระยะยาว รัฐบาลตั้งเป้าภายใน 12 ปี ผลักดันประเทศไทยกลับสู่การเป็น ประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Nation) ขณะที่เป้าหมายในช่วง 4 ปี คือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ติด 20 อันดับแรกของโลกจากปัจจุบันอันดับ 26 พร้อมผลักดันศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential GDP Growth) ให้สูงกว่า 3%
ดร.เอกนิติ ระบุว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะอาศัยการผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารมูลค่าสูง ยานยนต์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ธุรกิจ Wellness การท่องเที่ยวคุณภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เพื่อสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุน โดยเฉพาะการผลักดันการใช้ พลังงานสะอาด ผ่านมาตรการ Direct PPA ที่เปิดทางให้ภาคเอกชนซื้อไฟฟ้าสะอาดโดยตรง และ Third Party Access ที่เปิดให้ใช้ระบบสายส่งไฟฟ้าร่วมกัน ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์นักลงทุนระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนด้าน Digital Infrastructure โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนในธุรกิจ Data Center ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม และพลังงานอย่างเหมาะสม เพื่อให้การลงทุนดังกล่าวสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานด้านดิจิทัล การถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน.
พร้อมย้ำว่าพร้อมสนับสนุนโครงการ
Jump+และTISA ที่ขณะนี้ศึกษารายละเอียดร่วมกันกับ กลต คาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนสิ้นปีงบประมาณนี้ ซึ่งจะให้สิทธิภาษีในการไปลงทุนแบบอิสระไม่กำหนดว่าจะต้องลงทุนกองทุนเป็นต้น

SET ดันบริษัทใหญ่เป็น “พี่เลี้ยง” คู่ค้า ยกระดับ Supply Chain รับกฎคาร์บอนโลก หวังดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงาน SET Sustainability Forum 2026 ว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไม่ได้วัดจากต้นทุนหรือความรวดเร็วในการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการมีห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้
SET มองว่าการพัฒนาคู่ค้าให้สามารถจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานสากล จะช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุน เพิ่มความน่าเชื่อถือของธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับข้อมูล ESG และการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้น
พร้อมกันนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างพัฒนา Carbon Ecosystem เพื่อเป็นศูนย์กลางการรวบรวมข้อมูล การรายงาน และการพัฒนานวัตกรรมด้านคาร์บอน ทำให้ข้อมูลมีมาตรฐาน เข้าถึงได้ง่าย และรองรับข้อกำหนดใหม่ในอนาคต รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการ Reskill-Upskill แรงงาน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
นายอัสสเดชระบุว่า ความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบอีกต่อไป แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุน และยกระดับความน่าสนใจของตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุนทั่วโลก
