KGI เชียร์ซื้อ PTTGC ปรับเป้าใหม่ 41.50 บาท คาดการณ์กำไรปี 69 พุ่ง 70% รับค่าการกลั่นทะยาน

Categories : Update News, Stock Market

Public : 23/07/2026

KGI  เชียร์ซื้อ  PTTGC ปรับเป้าใหม่ 41.50 บาท  คาดการณ์กำไรปี 69 พุ่ง 70% รับค่าการกลั่นทะยาน

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” พร้อมขยับราคาเป้าหมายครึ่งแรกปี 2570 (1H70) ขึ้นเป็น 41.50 บาท จากเดิม 35.00 บาท หลังปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากแนวโน้มค่าการกลั่นที่แข็งแกร่งกว่าคาด แม้จะปรับลดสมมติฐานอัตราการกลั่นน้ำมันดิบจากผลกระทบการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลของไทย

KGI ระบุว่า ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ขึ้น 70% เป็น 17,100 ล้านบาท จากเดิม 10,100 ล้านบาท และปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2570 อีก 14% เป็น 14,000 ล้านบาท จากเดิม 12,300 ล้านบาท

ปัจจัยหลักมาจากการปรับเพิ่มสมมติฐาน Market GRM (Gross Refining Margin) โดยปี 2569 เพิ่มขึ้น 54% เป็น 10.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และปี 2570 เพิ่มขึ้น 11% เป็น 6.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพื่อสะท้อนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องบินและน้ำมันดีเซลที่สูงกว่าคาด รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดรอบใหม่ระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดสมมติฐานอัตราการกลั่นน้ำมันดิบในปีนี้ลง 5% เหลือ 142,000 บาร์เรลต่อวัน (KBD) เนื่องจากผลกระทบจากมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลของไทย ส่งผลให้ถังเก็บน้ำมันสำเร็จรูปของ PTTGC มีระดับการใช้พื้นที่ใกล้เต็มในบางช่วง

นอกจากนี้ ยังได้บันทึกรายการพิเศษเป็น ค่าใช้จ่ายสำรอง 1,800 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับการหยุดเดินเครื่องผลิตธุรกิจ Polyols เป็นการชั่วคราว (Mothballing) ไว้ในประมาณการแล้ว

KGI ระบุว่า การปรับราคาเป้าหมายเป็น 41.50 บาท ยังคงอิงวิธีประเมินมูลค่าด้วย Adjusted EV/EBITDA ที่ 7.5 เท่า เช่นเดิม แต่สะท้อนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรในระยะข้างหน้า

พร้อมกันนี้ ยังปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น PTTGC เป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การคาดการณ์ว่ากำไรไตรมาส 2/2569 จะปรับตัวดีขึ้น และแนวโน้มการฟื้นตัวของ Margin ธุรกิจ Polyolefin ที่ใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง ส่งผลบวกต่อทิศทางผลประกอบการของบริษัทในระยะต่อไป.