“สันติธาร” ชี้ไทยมี 2 ด้านต่างสุดขั้ว จุดอ่อนนำเข้าพลังงาน 5 แสนล้านบาท-เศรษฐกิจโตต่ำ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ดึง AI-ลงทุนรับโลกใหม่
Categories : Update News, Stock Market
Public : 24/07/2026“สันติธาร” ชี้ไทยมี 2 ด้านต่างสุดขั้ว จุดอ่อนนำเข้าพลังงาน 5 แสนล้านบาท-เศรษฐกิจโตต่ำ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ดึง AI-ลงทุนรับโลกใหม่
ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนา “ถอดรหัสวาระการคลัง 2026 สิ่งที่ CFO ชั้นนำของไทยต้องทำ” ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้ง “จุดอ่อน” ที่ต้องเร่งแก้ไข และ “จุดแข็ง” ที่ต้องเร่งต่อยอด หากต้องการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว
ปัจจุบันจุดอ่อนสำคัญที่สุดของไทยคือ การพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ซึ่งทำให้ประเทศขาดดุลสูงถึง กว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี และยังส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รวมถึงเพิ่มความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก
ขณะที่จุดแข็งของไทย คือ การได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่สามารถเชื่อมโยงและทำธุรกิจกับทุกประเทศได้ จึงกลายเป็นฐานกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2568 มีคำขอส่งเสริมการลงทุนมูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
“จุดอ่อนต้องรีบแก้ ส่วนจุดแข็งต้องรีบตักตวง เพราะนี่คือโอกาสของประเทศไทย” ดร.สันติธารกล่าว
นอกจากนี้ ไทยยังมีฐานะด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่งจากเงินสำรองระหว่างประเทศกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ค่าเงินบาทแข็งแกร่ง
สำหรับสถานะการคลัง แม้หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 59% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งยังไม่น่าวิตก เนื่องจากการคำนวณของไทยได้รวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจเข้าไว้ด้วย แตกต่างจากหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายระยะยาวของไทยคือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ อันเป็นผลจากโครงสร้างประชากรสูงวัย ทำให้แรงงานลดลงและประเทศจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเพื่อทดแทนกำลังแรงงานที่หายไป โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในอนาคต

ชูนโยบาย “ไทยช่วยไทยพลัส” ประคองเศรษฐกิจระยะสั้น
ดร.สันติธาร กล่าวว่า ในระยะสั้นรัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Stabilise Today) ผ่านนโยบาย “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศควบคู่กับการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ
สำหรับกลุ่มผู้บริโภคกว่า 39 ล้านคน มาตรการจะเน้นลดภาระค่าครองชีพ ส่งเสริมกำลังซื้อ และกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 1 ล้านราย จะได้รับการสนับสนุนด้านการเข้าถึงลูกค้า เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลรวมถึง AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ
ทั้งนี้ การช่วยเหลือประชาชนควรใช้วิธี โอนเงินช่วยเหลือโดยตรง มากกว่าการอุดหนุนราคาพลังงานหรือการลดภาษีน้ำมัน เพราะหากราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น จะกระทบฐานะการคลังของประเทศ โดยแนวทางดังกล่าวมีลักษณะใกล้เคียงกับโมเดลของสิงคโปร์ที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนตามระดับรายได้
เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ปลดล็อก PPA ดึงลงทุนยุคใหม่
สำหรับยุทธศาสตร์ระยะยาว หรือ Transform Tomorrow รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ด้วยการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ พลังงานสะอาด ผ่านการปลดล็อกข้อจำกัดด้านสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจากพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 2 แสนล้านบาท
แผนดังกล่าวจะมุ่งพัฒนา 4 เสาหลัก ได้แก่ การส่งเสริมพลังงานสะอาด การขยายการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) การพัฒนา Smart Grid และการผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อยกระดับสู่ระบบ Green Logistics
พร้อมกันนี้ ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาบุคลากรและระบบนิเวศการลงทุน เพื่อดึงดูดนักลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า.
