“เอกนิติ” เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ 3 ด้าน ดันไทยโต เกิน 3%เตือนเงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จุดเสี่ยงเครื่องยนต์เศรษฐกิจน็อก
Categories : Update News, Stock Market, Economy
Public : 25/07/2026“เอกนิติ” เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ 3 ด้าน ดันไทยโต เกิน 3%เตือนเงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จุดเสี่ยงเครื่องยนต์เศรษฐกิจน็อก
- ปลดล็อกพลังงานสะอาดรับอุตสาหกรรมอนาคต เร่งยกระดับทักษะแรงงาน-รับมือสังคมสูงวัย ชูเอกชนนำลงทุนฟื้นเศรษฐกิจ ย้ำวันนี้อาจเป็น “โอกาสสุดท้าย” ของประเทศไทย

เอกนิติ เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจไทย 3 ด้าน ดันศักยภาพการเติบโตกลับสู่ระดับเกิน3% พร้อมเตือนจับตา 2 สัญญาณอันตราย “เงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” ที่อาจกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ เปรียบเหมือนเครื่องบินที่มีเครื่องยนต์ดีแต่ขาดน้ำมัน จนเสี่ยงทำให้เครื่องยนต์น็อกได้ ขณะเดียวกันเดินหน้าปลดล็อกพลังงานสะอาด รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเร่งยกระดับทักษะแรงงานและรับมือสังคมสูงวัย เพื่อสร้างฐานการเติบโตระยะยาวของประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 หัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ว่า หากเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเครื่องบิน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเครื่องบินลำนี้บินเอียง เพราะพึ่งพาเครื่องยนต์เพียงตัวเดียวคือภาคการส่งออก เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ไทยก็ได้รับผลกระทบตาม ขณะที่เครื่องยนต์ภายในประเทศทั้งการลงทุนและการบริโภคยังอ่อนแรง ส่วนการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐก็ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือการสร้างสมดุลให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ด้วยการผลักดันการลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐให้เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลมุ่งใช้ “การลงทุนนำการเติบโต” ซึ่งเริ่มเห็นผลชัดเจนจากการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสแรกขยายตัวราว 10% และตั้งเป้าการลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเติบโต 9.4% เพราะการเติบโตจากการลงทุนจะสร้างศักยภาพระยะยาว แตกต่างจากการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้เครื่องยนต์เศรษฐกิจจะเริ่มทำงานดีขึ้น แต่ยังมี “ไฟแดง” ที่ต้องเฝ้าระวัง 2 เรื่อง ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดเสถียรภาพเศรษฐกิจ หากเปรียบเครื่องบิน เศรษฐกิจจะมีเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมี “น้ำมัน” ที่ดีด้วย
ปัจจุบันเงินเฟ้อที่เคยติดลบในไตรมาสแรก ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% ในไตรมาส 2 จากผลของราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระทบค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่อีกปัจจัยที่น่ากังวลคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งสะท้อนว่าประเทศมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ ก็อาจกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจและทำให้ “เครื่องยนต์น็อก” ได้
นายเอกนิติ กล่าวว่า ท่ามกลางโครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงและการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญจากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเห็นได้จากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งไทยต้องเร่งคว้าโอกาสเพื่อก้าวขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่
รัฐบาลจึงเดินหน้าปลดล็อกการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) โดยยกเลิกข้อจำกัดด้านโควตา เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด และสอดคล้องกับมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป รวมถึงการลงทุนด้าน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังขยายตัวในประเทศไทย
พร้อมกันนี้ รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตเกิน 3% จากปัจจุบันที่เหลือเพียง 2.7% โดยมองว่าความท้าทายสำคัญคือการเข้าสู่สังคมสูงวัยและอัตราการเกิดที่ลดลง จึงต้องเร่งดำเนินการ 3 เรื่อง ได้แก่ การยกระดับทักษะคนไทย การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานได้นานขึ้น และการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถจากทั่วโลกเข้ามาทำงานในประเทศไทย

สำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะต่อไป จะมุ่งดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่ การปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างโปร่งใส การปฏิรูปรองรับสังคมสูงวัย และการปฏิรูปทักษะแรงงาน โดยรัฐบาลได้ผลักดันโครงการ Skill Bridge เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ ส่งเสริมการใช้แรงงานและวัตถุดิบภายในประเทศ รวมถึงปรับหลักสูตรการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเร่งกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาค

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ภาคเอกชนจะเป็น “กองหน้า” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐบาลทำหน้าที่เป็น “กองกลาง” สนับสนุนผ่านมาตรการด้านการคลัง การค้า การพัฒนาทักษะแรงงาน และการลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ส่วน “กองหลัง” คือการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและวินัยการคลัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับเครดิตทั่วโลก
“การจะได้แชมป์ไม่ใช่เรื่องง่าย นักกีฬาทุกคนต้องทำงานหนัก และผมเชื่อว่าวันนี้เราต้องทำ เพราะนี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทยที่จะยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและแข่งขันได้ในเวทีโลก” นายเอกนิติ กล่าว.
