โบรกเกอร์-บลจ พาเหรดขยับดัชนีหุ้นปีนี้ 1,700 จุด บล.บัวหลวง ชี้ ฟันด์โฟลมีโอกาสไหลเข้า 1.6แสนล้านปีนีั พร้อมคัดหุ้นเด่นลงทุนครึ่งปีหลัง
Categories : Update News, Stock Market
Public : 27/07/2026โบรกเกอร์-บลจ พาเหรดขยับดัชนีหุ้นปีนี้ 1,700 จุด บล.บัวหลวง ชี้ ฟันด์โฟลมีโอกาสไหลเข้า 1.6แสนล้านปีนี้ พร้อมคัดหุ้นเด่นลงทุนครึ่งปีหลัง
แรงซื้อหุ้นและตราสารหนี้ของต่างชาติ ที่ทลักเข้ามารวมเม็ดเงินกว่า 1แสนล้านบาท ผลักดันดัชนีตลาดหุ้นยืนเหนือ 1,600 จุด โดยปิดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ 1,644 .39จุด
เงินไหลเข้าเกิดขึ้นชัดหลังมูดี้ส์ขยีบขึ้นมุมมองเป็นมีเสถียรภาพ จากเชิงลบ จากความกังวลว่าจะถูกลดเครดิต สวนทางอินโด ที่ถูกลดอันดับเครดิต จึงเป็นเหตุผลสำคัญหนึ่งทำเงินไหลเข้า นอกเหนือ เศรษฐกิจและรัฐบาลไทยมีเสถียรภาพ มีมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง และการลงทุนเอกชนโตเลข2หลัก
ผลการการทยานของดัชนีส่งผลให้ โบรกเกอร์ขยับเป้าดัชนี สู่ 1,700 จุด !!
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 ในหัวข้อ “เปิดกลยุทธ์ลงทุน-ปั้นพอร์ตทำกำไร”ว่า คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 จะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ โดยมีโอกาสไปแตะ 1,700 จุดในช่วงปลายปีนี้ จากเดิม 1,620 จุด
เนื่องจาก เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์)ที่จะไหลเข้าต่อเนื่องเพราะ กำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้เติบโตเด่น ซึ่งตลาดคาดว่ากำไรต่อหุ้น (EPS)ปีนี้ขึ้นแตะ 100บาทต่อหุ้น โดยกลุ่มที่มีกำไรเติบโตเด่น คือ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ฯลฯ และหุ้นไทยมีความโดดเด่นในเรื่องของการจ่ายเงินปันผลสูง ทำให้มีโอกาสที่ฟันด์โฟลว์ซื้อสุทธิหุ้นไทยปีนี้ 1.6 แสนล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันซื้อสุทธิแล้วประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นไทยในปีนี้จะเป็นลักษณะK-Shape คือขึ้นไม่เท่ากัน ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนต้องเลือกลงทุนเป็นตัว (Selective Buy) ในแต่ละอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยบวก และแนวโน้มกำไรเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังและต่อเนื่องในปีหน้า โดยกลุ่มหุ้นแนะนำคือ หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า เพราะได้ประโยชน์จาก FDI ที่ไหลเข้ามาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้ว เข้าสู่การเดินเครื่อง ทำให้มีความต้องการไฟฟ้าสีเขียว เลือก GULF,GPSC ,GUNKUL ,WHAUP เป็นหุ้นเด่น
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้ประโยชน์จากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกเข้าสู่การฟื้นตัว จากทั้งภาคการผลิตโลกและการลงทุน ด้าน AI โดย แนะนำ KCE เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจจากได้รับผลดีจากการรฟื้นตัวของอุปสงค์ในกลุ่มรถยนต์ยุโรป แม้จะมีความเกี่ยวข้องกับกระแส AI โลกน้อยกว่าหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน
กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องของการจ่ายเงินปันผลที่สูง โดยหุ้นแนะนำคือ KBANK และ KTB เพราะมีรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตดี และมีสำรองหนี้สูงสามารถรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจได้ , กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม จากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส2/2569 แต่ต้องเลือกหุ้นที่มีฐานลูกค้าจีนและอินเดียที่เข้ามาท่องเที่ยวไทยมากขึ้น และได้ประโยชน์จากการจัดงาน Tomorrowland โดยเน้นบริษัทที่มีโรงแรมในกรุงเทพฯ ชลบุรี พัทยา แนะนำ ERW และ AWC
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร จากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส2/2569 และได้รับผลดีที่อากาศจะร้อนมากขึ้นในช่วงปลายปีนี้ถึงปีหน้าจากปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ CBG เพราะน่าสนใจเนื่องจากกำไรผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 และจะฟื้นตัวในครึ่งปี หลังจากธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง และธุรกิจจัดจำหน่ายแอลกอฮอล์ที่ปรับตัวดีขึ้นมาก และหุ้นกลุ่มเนื้อสัตว์ แนะนำ CPFจากราคาหมู ที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากซัพพลายหมูลดน้อยลง จากสภาพอากาศที่จะร้อนขึ้น
นายเสริมศักดิ์ วงศ์สิทธิโชค ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายค้าตราสารการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง หากนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ แนะนำลงทุนหุ้น ประมาณ 60-70% ของพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็นหุ้นไทย 30% และอีก 70%เป็นหุ้นต่างประเทศที่มีการเติบโตสูง
ส่วนอีก 30-40% ลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตร เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ไทยเป็นหลัก และอาจมีการแบ่งส่วนเพียงเล็กน้อยไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ
FSSIA ปรับเพิ่มและใช้เป้า SET กลางปี 2027 ที่ 1,710 จุด
FSSIA ปรับเพิ่มประมาณการ EPS ปี 2026-27 ขึ้นราว 3% และปรับใช้เป้าหมาย SET Index เป็น 1,710 จุด (กลางปี 2027) สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจและกำไรที่แข็งแกร่งกว่าคาด พร้อมมองว่า Fund Flow ต่างชาติยังมีโอกาสไหลเข้าได้ต่อ เพราะสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยยังต่ำกว่าระดับสูงในอดีต
🛢 ความตึงเครียดในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมัน Brent ขึ้นแตะ US$100/บาร์เรล จุดกระแสความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออีกระลอก ส่งผลให้ Bond Yield ทั่วโลกพุ่งขึ้น และตลาดให้น้ำหนักว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.25-0.50% ในช่วงที่เหลือของปี
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังไม่ได้ตอบรับเชิงลบรุนแรงเท่ากับการโจมตีระลอกแรก แต่หากสถานการณ์ลุกลามจนกระทบการผลิตหรือการขนส่งน้ำมันอย่างมีนัยยะ เราคาดอาจเห็นแรงขายสินทรัพย์เสี่ยง
โฟกัสอยู่ที่งบ 2Q26 ซึ่งภาพรวมดูดีกว่าที่เคยคาด
ภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยมีแนวโน้มอ่อนตัวจากกลุ่ม ธนาคาร พลังงาน ขนส่ง และอสังหาฯ แต่ยังมีหลายกลุ่มที่โดดเด่น ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์ สื่อสารฯ ส่วนกลุ่ม Consumption อย่างอาหาร ค้าปลีก ไฟแนนซ์ ดูทำได้ดีกว่าที่เคยมอง
กลยุทธ์ลงทุน
ระยะสั้น: เน้น Commodity & Bank ได้แก่ พลังงานต้นน้ำ ปิโตรเคมี อาหาร เกษตร ธนาคาร ที่กระทบจำกัดหรือได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ระยะกลาง-ยาว: หากความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย คาดเม็ดเงินจะหมุนกลับสู่ Domestic และ Yield-Sensitive Play จากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนที่เร่งตัว
หุ้นแนะนำ BA, BBL, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, SAPPE, STA และ TIDLOR
ก่เนหน้า บลจ กรุงศรีจะขยับสู่1,700 จุด จาก 1,620 จุพ
