SCB WEALTH ถอดรหัส “Dollar Reset” วางกลยุทธ์ลงทุนครึ่งปีหลัง แนะถือหุ้นสหรัฐฯ-ตลาดเกิดใหม่ เสริมพอร์ตด้วยบอนด์ระยะสั้นถึงกลาง

Categories : Update News, Wealth

Public : 06/08/2026

SCB WEALTH จัดกิจกรรม Wealth Community สำหรับลูกค้ากลุ่ม Wealth ภายใต้หัวข้อ “The Dollar Reset: วางแผนลงทุนครึ่งปีหลัง ในวันที่ค่าเงินโลกกำลังเปลี่ยนเกม” โดยผู้เชี่ยวชาญจาก SCB Financial Markets (SCB FM) และ SCB CIO ร่วมวิเคราะห์แนวโน้มค่าเงินบาท ภาพรวมเศรษฐกิจโลก และกลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

 

SCB FM ประเมินว่า เงินบาทยังมีแรงกดดันให้อ่อนค่า จากราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับสูง ความแตกต่างของทิศทางดอกเบี้ยไทยกับต่างประเทศ และกระแสเงินทุนจากธุรกรรม Carry Trade โดยคาดว่าในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และอาจอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์ หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสู่ระดับ 110-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

ด้าน SCB CIO แนะนักลงทุนติดตาม 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการเติบโตของการลงทุนด้าน AI พร้อมแนะนำให้ Stay Invested ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) ควบคู่กับการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นถึงกลาง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและกระจายความเสี่ยงของพอร์ต ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง สามารถเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนผ่านธีม Mega Forces เช่น AI การแบ่งขั้วภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

SCB FM ชี้เงินบาทอ่อนค่าจากน้ำมัน ดอกเบี้ย และ Carry Trade

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB Financial Markets (SCB FM) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 เงินบาทอ่อนค่ามากกว่าที่คาด จากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ

ปัจจัยภายนอกมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ตลาดกังวลต่ออุปทานน้ำมันโลก ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่า

ขณะที่ปัจจัยในประเทศเกิดจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำและอาจคงไว้จนถึงสิ้นปี แตกต่างจากหลายประเทศในภูมิภาคที่ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เงินบาทเผชิญแรงกดดันจากเงินทุนเคลื่อนย้ายและธุรกรรม Carry Trade หรือการกู้ยืมเงินสกุลที่มีดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

นายวชิรวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันเงินบาทเริ่มถูกมองเป็น Funding Currency สำหรับธุรกรรม Carry Trade มากขึ้น แทนเงินเยน เนื่องจากไทยมีแนวโน้มไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ญี่ปุ่นเริ่มเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเยนอ่อนค่าลง ทำให้คนไทยต้องใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกเงินเยน

"หากใครมีแผนเดินทางไปญี่ปุ่น ควรทยอยแลกเงินเยนไว้บางส่วน" นายวชิรวัฒน์ กล่าว

ประเมินเงินบาท 33.50-34 บาท แต่เสี่ยงทะลุ 34 บาท หากน้ำมันพุ่ง

SCB FM ประเมินว่า หากสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่รุนแรงกว่าที่ตลาดคาด เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดง จนอุปทานน้ำมันโลกหายไปราว 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน และราคาน้ำมันพุ่งสู่ 110-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนระยะยาว มองว่าเงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าบางส่วน หากสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งอาจทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ปรับลดลง และหนุนให้เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

แนะผู้ส่งออก-นำเข้าบริหารความเสี่ยงค่าเงิน

SCB FM แนะนำว่า  ผู้ส่งออก สามารถลดสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนบางส่วน เพื่อเปิดรับโอกาสจากเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าผู้นำเข้า ควรทยอยซื้อเงินดอลลาร์และใช้เครื่องมือ FX Forward เพื่อบริหารต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ลดความเสี่ยงจากค่าเงินที่อาจผันผวนมากขึ้น

   

SCB CIO ชี้ 3 ปัจจัยกำหนดทิศทางการลงทุนครึ่งปีหลัง

นางสาวเกษรี อายุตตะกะ CFP® Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีต้องจับตา 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

 
  • ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed
  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
  • ความต่อเนื่องของการลงทุนด้าน AI

โดย Fed ยังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เติบโตแบบ K-Shaped ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ตะวันออกกลาง การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และนโยบายภาษีการค้า อาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาดการเงินโลก และมีความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation หากสถานการณ์เลวร้ายกว่าคาด

AI ยังเป็นธีมเด่น แต่ตลาดจับตาความสามารถสร้างกำไร

นางสาวเกษรี กล่าวว่า AI ยังคงเป็นธีมการลงทุนสำคัญ แต่ตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับความสามารถของบริษัทในการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ให้เป็น รายได้ กำไร และกระแสเงินสด

แม้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จะได้รับแรงหนุนจากความต้องการชิปที่ยังสูงกว่าอุปทาน แต่ช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นแรงขายทำกำไร ส่งผลให้ตลาดหุ้นที่มีสัดส่วนหุ้นชิปสูง เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน มีความผันผวนมากขึ้นในระยะสั้น

แนะจัดพอร์ตแบบ Core-Opportunistic

SCB CIO แนะนำให้นักลงทุน Stay Invested และจัดพอร์ตแบบ Core-Opportunistic โดยแบ่งเป็นพอร์ตหลักที่เน้นความมั่นคง และพอร์ตเสริมสำหรับสร้างผลตอบแทนตามจังหวะตลาด

สำหรับตราสารหนี้ แนะนำลงทุนใน

ตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ อายุสั้นถึงกลาง ตราสารหนี้เอกชนสหรัฐฯ ระดับ Investment Grade

พร้อมหลีกเลี่ยงพันธบัตรระยะยาว เนื่องจาก Bond Yield มีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นมากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงลดลง อีกทั้งยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงิน และการลงทุนด้าน AI ที่ใช้เงินทุนจำนวนมาก

มองบวกหุ้นสหรัฐฯ-หุ้นเอเชีย พร้อมเพิ่มทองคำในพอร์ต

SCB CIO ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยแนะนำกลยุทธ์ Active Barbell ที่เน้นหุ้น Quality Growth ซึ่งมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กระแสเงินสดดี และมีอำนาจในการกำหนดราคา

ขณะเดียวกัน ยังแนะนำลงทุนใน ตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย (ไม่รวมจีน) โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งยังมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ง แม้ระยะสั้นจะเผชิญแรงขายจากการลดการลงทุนในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และมาตรการควบคุมการเก็งกำไรผ่านกองทุน Single-stock Leveraged ETFs ของทางการเกาหลีใต้

สำหรับพอร์ตระยะยาว ควรมี กองทุนรวมทองคำ เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก

ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง สามารถเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในธีม Mega Forces เช่น AI การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

หมายเหตุ: มุมมองทั้งหมดเป็นการสรุปจากงานเสวนา "The Dollar Reset: วางแผนลงทุนครึ่งปีหลัง ในวันที่ค่าเงินโลกกำลังเปลี่ยนเกม" ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 และเป็นมุมมองของวิทยากร ณ วันที่จัดงาน ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน