SCB FM ชี้บาทยังผันผวน จับตาสงครามตะวันออกกลาง-ทิศทาง Fed คาด 1 เดือนแกว่ง 33.30-33.80 บาท/ดอลลาร์
Categories : Update News, Finance
Public : 07/08/2026SCB Financial Markets มองเงินบาทระยะสั้นยังมีโอกาสกลับมาอ่อนค่า จากความไม่แน่นอนของสงครามตะวันออกกลาง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง และดุลการค้าไทยที่ยังมีแรงกดดัน แต่ระยะยาวมีโอกาสกลับมาแข็งค่าเล็กน้อย หากสงครามคลี่คลายและ Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ย พร้อมประเมินความเสี่ยง “Unwind Carry Trade” จากเงินเยนยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย 1.00% ตลอดปี
กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า เงินบาทในช่วงเดือนที่ผ่านมาผันผวนค่อนข้างแรง จากหลายปัจจัยทั้งสงครามในตะวันออกกลาง การแทรกแซงค่าเงินเยน และความผันผวนของราคาทองคำ
ล่าสุดเงินบาทกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ตามราคาน้ำมันที่ปรับลดลง เงินเยนที่แข็งค่าขึ้น และราคาทองคำที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม SCB FM ประเมินว่า ในระยะสั้นเงินบาทยังมีโอกาสกลับมาอ่อนค่า เนื่องจากความไม่แน่นอนของสงครามยังอยู่ในระดับสูง และอาจเกิดการปะทะเป็นระยะ
ส่วนระยะยาว เงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย หากสงครามคลี่คลายลงตามคาด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ และการขาดดุลการค้าของไทยทยอยดีขึ้นในช่วงปลายปี
นายแพททริก ปูเลีย Head of Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทในช่วงเดือนที่ผ่านมาเคลื่อนไหวผันผวนอย่างมากจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง โดยค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวถึงประมาณ 60 สตางค์ หรือราว 2% ภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์
เงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าไปแตะประมาณ 33.90 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนพลิกกลับมาแข็งค่าสู่ระดับประมาณ 33.20 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สะท้อนความอ่อนไหวของตลาดต่อสถานการณ์สงครามและการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนของต่างประเทศ
ในช่วงครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ภายหลัง MOU ที่เคยตกลงกันไว้ถูกยกเลิก ประกอบกับตลาดกังวลว่าสงครามอาจลุกลามไปยังพื้นที่อื่น โดยเฉพาะบริเวณทะเลแดง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อทั่วโลก
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังกระทบต่อไทยผ่านดุลการค้า โดยดุลการค้าเดือนมิถุนายนกลับมาขาดดุลเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่ได้แสดงความกังวลต่อทิศทางค่าเงินมากนัก และส่งสัญญาณเชิงผ่อนคลาย (Dovish) โดยไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย สวนทางกับบางประเทศที่เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เกิดแรงขายเงินบาทมากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค และทำให้เงินบาทเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่ามากในช่วงดังกล่าว
น้ำมันลง-เยนแข็ง ดึงเงินบาทฟื้น
อย่างไรก็ตาม เงินบาทกลับมาแข็งค่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเจรจากับอิหร่านอีกครั้ง ประกอบกับกลุ่มประเทศ OPEC+ ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบ ทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลงค่อนข้างเร็ว และเป็นปัจจัยบวกต่อเงินบาท
อีกปัจจัยสำคัญคือ การเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนของทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และช่วยหนุนสกุลเงินในภูมิภาค รวมถึงเงินบาทให้แข็งค่าตาม
ระยะสั้นบาทยังเสี่ยงอ่อน มองกรอบ 33.30-33.80 บาท
นายแพททริกประเมินว่า ในระยะสั้นเงินบาทยังมีโอกาสกลับมาอ่อนค่า เนื่องจากความไม่แน่นอนของสงครามยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจยังออกมาค่อนข้างแข็งแกร่ง
แม้สหรัฐฯ จะชะลอการโจมตีอิหร่าน แต่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพถาวร (Permanent Deal) ยังทำได้ยาก เนื่องจากจุดยืนของทั้งสองฝ่ายยังแตกต่างกันมาก
อย่างไรก็ดี สต็อกขีปนาวุธสกัดกั้นและระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ที่ลดลงค่อนข้างมาก อาจทำให้รัฐบาลทรัมป์ลังเลที่จะยกระดับความขัดแย้งเพิ่มเติม SCB FM จึงประเมินว่า สงครามมีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจมีการโจมตีกันเป็นระยะ แต่ไม่น่าจะลุกลามรุนแรงขึ้นมาก
ด้านนโยบายการเงินสหรัฐฯ นายแพททริกมองว่า Fed น่าจะยังดำเนินนโยบายและสื่อสารในลักษณะเดิม โดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Yields) และดัชนีเงินดอลลาร์ยังมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงในระยะสั้น
ขณะที่ดุลการค้าของไทยอาจยังขาดดุลต่อเนื่องในระยะสั้น เนื่องจากการนำเข้าขยายตัวสูงกว่าการส่งออก ซึ่งจะเป็นอีกแรงกดดันต่อเงินบาท
นายแพททริกจึงประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 1 เดือนข้างหน้าที่ 33.30-33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ หากสงครามกลับมารุนแรงกว่าคาด โดยเฉพาะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายพื้นที่ รวมถึงบริเวณทะเลแดง ซึ่งอาจกระทบอุปทานน้ำมันอย่างรุนแรง และดันราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 15-25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในกรณีดังกล่าวเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าเข้าใกล้ 34.00 บาทต่อดอลลาร์
ระยะยาวมีลุ้นบาทกลับมาแข็ง
สำหรับระยะยาว นายแพททริกประเมินว่า เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย หากสงครามคลี่คลายลงและ Fed ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดบางส่วนคาดการณ์ โดยมีปัจจัยสำคัญ 4 ด้าน
ประการแรก สงครามอาจเริ่มทุเลาและมีโอกาสจบลงภายในไตรมาส 4 เนื่องจากเข้าใกล้การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (US Midterm Election) ในเดือนพฤศจิกายน ประกอบกับ Approval Rating ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 39.7% ใกล้เคียงกับระดับในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก
ประการที่สอง เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังของปี หลังแรงส่งจากการลงทุนด้าน AI เริ่มลดความร้อนแรง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้ออาจลดลงตามแนวโน้มรายได้ที่ชะลอตัว
ประการที่สาม การปฏิรูป (Reform) ของ Fed อาจเปิดทางให้ Fed เลือกคงอัตราดอกเบี้ย แทนการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยนาย Kevin Warsh ประธาน Fed ได้แต่งตั้ง Task Force เพื่อประเมินการทำงานของ Fed ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในช่วงปลายปี และอาจนำไปสู่การปรับเครื่องชี้และแนวทางดำเนินนโยบายบางส่วน
และประการสุดท้าย การขาดดุลการค้าของไทยมีโอกาสดีขึ้นตามแนวโน้มราคาพลังงานที่ลดลง รวมถึงรายได้จากฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงปลายปี
นายแพททริกประเมินกรอบเงินบาทช่วงปลายปีไว้ที่ 33.30-33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
SCB FM ชี้เสี่ยง Unwind Carry Trade ยังต่ำ
ด้าน นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของเงินเยนจากการแทรกแซงของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในขนาดใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ตลาดบางส่วนกังวลว่าอาจเกิดการ Unwind Carry Trade ที่ใช้เงินเยนเป็นสกุลเงินต้นทุน (Funding Currency) และกระทบตลาดการเงินโลกในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม นายวชิรวัฒน์มองว่าความเสี่ยงดังกล่าวยังไม่น่ากังวลมากนัก เนื่องจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มี FIMA Repo Facility ซึ่งเปิดทางให้ BOJ ใช้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นหลักประกันเพื่อกู้สภาพคล่องดอลลาร์มาซื้อเงินเยน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อ US Treasury Yields โดยตรง
นอกจากนี้ กลยุทธ์ EM Carry Trade ยังสร้างผลตอบแทนได้ดี และยังไม่พบสัญญาณการ Unwind อย่างรุนแรง สะท้อนจาก Bloomberg EM FX Carry Risk Premia Index ที่ลดลงเพียงประมาณ 1% หลังการแทรกแซงของ BOJ ทำให้ปฏิกิริยาของตลาดการเงินโดยรวมยังค่อนข้างจำกัด และลดความกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยปี 2024
อีกทั้งปัจจุบันนักลงทุนกระจายสกุลเงินที่ใช้เป็นแหล่งเงินทุน (Diversified Funding Currency) มากขึ้น โดยหันไปใช้เงินยูโร เงินสวิสฟรังก์ และเงินบาท นอกเหนือจากเงินเยน ทำให้ผลกระทบจากความเคลื่อนไหวของเยนต่อ Carry Trade โดยรวมลดลง
สถานะการถือครองเงินเยนยังมีความสมดุลมากขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2024 ซึ่งตลาดมีสถานะ Short เงินเยนในระดับสูง จึงเกิดการ Unwind อย่างรุนแรงได้ง่าย แต่ปัจจุบันสถานะการถือครองเงินเยนเปลี่ยนมาเป็น Long Position ทำให้ความเสี่ยงลดลง
เยนมีโอกาสทรงตัวหรือกลับมาอ่อนเล็กน้อย
นายวชิรวัฒน์ประเมินว่า โอกาสที่เงินเยนจะแข็งค่าต่ออย่างมีนัยสำคัญยังค่อนข้างต่ำ เพราะปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับกว้าง โดย BOJ น่าจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดว่าจะขึ้นอีก 1 ครั้งในเดือนกันยายน ขณะที่ Fed มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในปีนี้
ขณะเดียวกัน การโยกเงินกลับเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ภายในประเทศญี่ปุ่นน่าจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้อุปสงค์ต่อเงินเยนไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เงินเยนจึงมีแนวโน้มทรงตัวหรืออาจกลับมาอ่อนค่าเล็กน้อย
บอนด์ยีลด์ยังผันผวน ก่อนมีโอกาสลดลง Q4
สำหรับตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั้งสหรัฐฯ และไทยผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา จากการปรับมุมมองของตลาดต่อสงครามและแรงกดดันเงินเฟ้อ
กรรมการ Fed หลายรายยังส่งสัญญาณเชิงเข้มงวด (Hawkish) และมีแนวโน้มสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ขณะที่จำนวนแรงงานลดลงจากแรงงานต่างชาติบางส่วนที่หายไป ส่งผลให้ Real Yields ปรับสูงขึ้น เพราะตลาดประเมินว่า Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและชะลอเศรษฐกิจ
การลงทุนด้าน AI ที่ยังดำเนินต่อเนื่องยังช่วยเพิ่ม Productivity ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเป็นปัจจัยผลักดัน Long-term Yields ขณะเดียวกัน ตลาดยังกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่ม Hyperscalers จะต้องการสภาพคล่องจำนวนมากเพื่อลงทุนด้าน AI ซึ่งอาจทำให้อุปทานหุ้นกู้เอกชนในตลาดเพิ่มขึ้นและดัน Bond Yields สูงขึ้น
ในระยะสั้น Yields จึงยังมีแรงกดดันด้านขาขึ้นจากทั้งสงครามและอุปทานพันธบัตร
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ไตรมาส 4 เป็นต้นไป SCB FM มองว่า Yields มีโอกาสปรับลดลง หาก Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งตลาดแรงงานและเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัว การลงทุน AI ลดความร้อนแรงลง และสถานการณ์สงครามคลี่คลายในช่วงปลายปี
คาด กนง.คงดอกเบี้ย 1.00% ตลอดปี
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยไทย นายวชิรวัฒน์ บานชื่น คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตลอดปีนี้ สอดคล้องกับมุมมองของตลาด โดยปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักโอกาสที่ กนง. จะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้เหลือเพียงประมาณ 25%
เหตุผลสำคัญคือ แรงกดดันเงินเฟ้อในไทยส่วนใหญ่มาจากฝั่งอุปทาน ขณะที่นโยบายการเงินมีประสิทธิภาพในการจัดการเงินเฟ้อจากฝั่งอุปสงค์มากกว่า
นอกจากนี้ เงินบาทยังมีเสถียรภาพ และไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ทำให้ กนง. ไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันเงินทุนไหลออก
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง และลูกหนี้จำนวนหนึ่งมีความสามารถในการชำระหนี้ต่ำ การปรับขึ้นดอกเบี้ยจึงอาจเพิ่มภาระทางการเงินและซ้ำเติมกลุ่มลูกหนี้ที่กำลังเผชิญปัญหา
สรุปมุมมอง SCB FM เงินบาทระยะสั้นยังมีโอกาสผันผวนและอ่อนค่า โดยมีสงคราม ราคาน้ำมัน ดอลลาร์สหรัฐ และดุลการค้าเป็นตัวแปรสำคัญ แต่หากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอลง และ Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายปี ขณะที่ความเสี่ยงจากการ Unwind Carry Trade ของเงินเยนยังอยู่ในระดับจำกัด และ กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยที่ 1.00% ตลอดปี
