FINNIX ชี้คนไทยต้องการความรู้การเงินที่ใช้ได้จริง ปรับห้องเรียนออนไลน์รับโจทย์หนี้-รายได้-เงินออม

Categories : PR News

Public : 10/08/2026

FINNIX มองความรู้ทางการเงินควรเชื่อมโยงกับปัญหาในชีวิตจริง หลังข้อมูล ธปท. ระบุคนไทย 77.3% มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือน ขณะที่กว่า 86% ยังไม่มีแผนเกษียณหรือไม่สามารถทำตามแผนได้ ล่าสุดปรับห้องเรียนออนไลน์เป็น 4 เส้นทาง ครอบคลุมการจัดการหนี้ บริหารกระแสเงินสด เพิ่มรายได้ และการออม-ลงทุน

 

แอปฟินนิกซ์ (FINNIX) ผู้ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ภายใต้บริษัท มันนิกซ์ จำกัด (MONIX) ในกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เปิดเผยว่า ปัญหาทางการเงินของคนไทยในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องรายได้หรือหนี้สิน แต่ยังรวมถึงการบริหารเงินในภาวะรายได้ไม่แน่นอน การเตรียมเงินสำหรับอนาคต รวมถึงการรับมือภัยทางการเงินและมิจฉาชีพที่มีรูปแบบซับซ้อนขึ้น

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ความรู้ทางการเงินที่สามารถนำไปใช้กับปัญหาในชีวิตประจำวันมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพยังสร้างแรงกดดันต่อครัวเรือน

 

ข้อมูลจากรายงานผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออมและการใช้บริการทางการเงินของคนไทย พ.ศ. 2567 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า คนไทย 77.3% มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่เพียงพอสำหรับรองรับค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 6 เดือน ขณะที่มากกว่า 86% ยังไม่มีการวางแผนเกษียณ หรือมีแผนแล้วแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนช่องว่างระหว่าง “การมีความรู้” กับ “การนำความรู้ไปใช้” ซึ่งกลายเป็นอีกโจทย์สำคัญของการส่งเสริมทักษะทางการเงิน

   

บทเรียนเรื่อง “หนี้” ได้รับความสนใจสูง

 

FINNIX ระบุว่า จากการดำเนินโครงการห้องเรียนออนไลน์ “เงินดีมีสุข รู้ทันหนี้ไม่มีทุกข์” ที่ผ่านมา พบว่าผู้เรียนให้ความสนใจกับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในชีวิตประจำวันโดยตรง โดยหลักสูตรด้านการจัดการหนี้ได้รับความนิยมมากที่สุด ขณะที่หลักสูตรเกี่ยวกับทักษะทางการเงินพื้นฐานมีสัดส่วนการรับชมจนจบในระดับสูง

 

พฤติกรรมดังกล่าวทำให้บริษัทมองว่า การให้ความรู้ทางการเงินไม่ควรเน้นเฉพาะเนื้อหาเชิงทฤษฎี แต่ควรออกแบบให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ และนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้ทันที

 

อีกด้านหนึ่ง FINNIX พบว่า ผู้ใช้บริการทางการเงินไม่ได้ต้องการเพียงการเข้าถึงสินเชื่อ แต่เริ่มให้ความสำคัญกับความรู้และเครื่องมือที่ช่วยบริหารสถานะทางการเงินของตัวเองมากขึ้น

 

จากข้อมูลดังกล่าว FINNIX จึงปรับโครงสร้างห้องเรียนออนไลน์ภายใต้แนวคิด “Money Fighters” หรือ “นักสู้เรื่องเงิน” โดยเปลี่ยนจากการจัดเนื้อหาตามหัวข้อความรู้ทางการเงิน มาเป็นการเรียนรู้ตามปัญหาและสถานการณ์ในชีวิตจริง

เนื้อหาแบ่งออกเป็น 4 เส้นทาง ได้แก่

  • Debt Fighters เน้นความรู้เกี่ยวกับหนี้และการใช้เงิน เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาหนี้
 
  • Cashflow Armor เน้นการบริหารรายรับ รายจ่าย และกระแสเงินสด โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน
 
  • Income Fighters เน้นการเพิ่มทักษะและทางเลือกในการสร้างรายได้
 
  • Saving Fighters เน้นการสร้างวินัยการออม และต่อยอดไปสู่การลงทุน
 

พร้อมกันนี้ บริษัทเปิดตัวหลักสูตรใหม่ใน 4 ด้าน ประกอบด้วย การรับมือภัยทางการเงินในยุคดิจิทัล การบริหารเงินสำหรับผู้มีรายได้ไม่แน่นอน การลงทุนในตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และการวางกลยุทธ์ออมเงินสำหรับผู้เริ่มต้นทำงาน โดยมีแผนทยอยเพิ่มหลักสูตรในช่วงที่เหลือของปี 2569

 

ชี้ปัญหาเงินไม่ได้มาจากรายได้อย่างเดียว

 

นางสาวถิรนันท์ อรุณวัฒนกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท มันนิกซ์ จำกัด (MONIX) กล่าวว่า ปัญหาทางการเงินในหลายกรณีไม่ได้เกิดจากการขาดรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการขาดความรู้และเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจ

 

“หลายครั้งปัญหาทางการเงินไม่ได้เกิดจากการขาดรายได้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการขาดความรู้และเครื่องมือที่เหมาะสมในการตัดสินใจ เราจึงพัฒนาแนวคิด ‘นักสู้เรื่องเงิน’ ให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงความรู้ที่เหมาะกับโจทย์ของตัวเองในช่วงเวลาที่ต้องใช้จริง”

 

นางสาวถิรนันท์กล่าวว่า การปรับห้องเรียนออนไลน์ครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพิ่มจำนวนหลักสูตรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการปรับรูปแบบการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับสถานการณ์ทางการเงินที่แต่ละคนกำลังเผชิญ พร้อมระบุว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการและกิจกรรมเพิ่มเติม

 

สำหรับแนวทางดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า “Financial Literacy” หรือความรู้ทางการเงินกำลังขยายขอบเขตจากเรื่องการออมและการลงทุน ไปสู่ทักษะที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งการจัดการหนี้ การควบคุมรายรับรายจ่าย การรับมือรายได้ที่ไม่แน่นอน การป้องกันภัยทางการเงิน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต

 

ท่ามกลางภาวะที่ครัวเรือนไทยยังเผชิญแรงกดดันทั้งจากหนี้ ค่าครองชีพ และความไม่แน่นอนของรายได้ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำให้คนไทย “รู้เรื่องเงิน” มากขึ้นเท่านั้น แต่ต้องทำให้ความรู้นั้นสามารถนำไปใช้ตัดสินใจในสถานการณ์จริงได้ด้วย