SCB WEALTH ชี้ครึ่งหลังปี 69 ตลาดลงทุนเปลี่ยนเกม แนะกระจายพอร์ตลดกระจุกตัว AI เสริมสินทรัพย์สร้างรายได้
Categories : Update News, Wealth
Public : 10/08/2026SCB WEALTH มองตลาดการลงทุนเข้าสู่ “New Market Regime” ความผันผวนสูงและความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์เปลี่ยนไป ชี้ AI ยังเป็น Mega Force สำคัญของโลก แต่ราคาหุ้นบางกลุ่มสะท้อนความคาดหวังไปมากแล้ว แนะลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว กระจายจาก AI ต้นน้ำสู่กลางน้ำ–ปลายน้ำ ขณะที่ BlackRock เสนอปรับ Core Portfolio ให้กว้างกว่าพอร์ตหุ้น–ตราสารหนี้แบบ 60:40 พร้อมเพิ่มสินทรัพย์สร้างรายได้และ Liquid Alternatives ส่วน InnovestX มองวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์ยังไปต่อได้อย่างน้อย 1 ปี แต่ต้องเลือกลงทุนมากขึ้น
SCB WEALTH ร่วมกับ SCBAM, InnovestX และพันธมิตรการลงทุนระดับโลก จัดสัมมนา “SCB WEALTH INVESTMENT OUTLOOK: THE NEW MARKET REGIME: Turning Uncertainty into Opportunity” เพื่อประเมินทิศทางตลาดและวางกลยุทธ์รับมือการลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2569
ภาพรวมจากเวทีสัมมนาสะท้อนตรงกันว่า นักลงทุนกำลังเผชิญตลาดรูปแบบใหม่ที่การกระจายพอร์ตด้วยหุ้นและตราสารหนี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ขณะที่ AI ยังเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนสำคัญ แต่หลังราคาหุ้นหลายกลุ่มปรับตัวขึ้นแรง การเลือกสินทรัพย์และควบคุมความเสี่ยงจึงมีความสำคัญมากขึ้น
SCB WEALTH เดินหน้า “One Smart Wealth” เชื่อมการลงทุนกับเป้าหมายชีวิต
นางสาวปรมาศิริ มโนลม้าย Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญความผันผวนและความท้าทายรูปแบบใหม่ SCB WEALTH จึงต้องการนำมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนมาช่วยลูกค้าวางพอร์ตให้สามารถรับมือความผันผวน ควบคู่กับการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
SCB WEALTH เดินหน้ากลยุทธ์ “One Smart Wealth” เชื่อมศักยภาพของบริษัทในกลุ่ม SCBX และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่เงินฝาก สินเชื่อ การลงทุน ประกันภัย การวางแผนทรัพย์สิน ภาษี ไปจนถึงการส่งต่อมรดก ครอบคลุมลูกค้า SCB PRIVATE, SCB FIRST และ SCB PRIME
พร้อมนำ VAULT Framework มาใช้วางแผนทรัพย์สินผ่าน 5 มิติ ได้แก่ Value Income เพื่อสร้างกระแสรายได้, Accumulation เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว, Umbrella เพื่อบริหารความเสี่ยงและความคุ้มครอง, Liquidity เพื่อเตรียมสภาพคล่อง และ Tactical สำหรับคว้าโอกาสลงทุนระยะสั้น
เป้าหมายคือเปลี่ยนจากการจัดพอร์ตที่มุ่งผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การบริหารทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายชีวิตของลูกค้า
SCB CIO ชี้ AI ยังเป็น Mega Force แต่ต้องลดกระจุกตัว
นายศรชัย สุเนต์ตา CFA, Deputy Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การลงทุนทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ถูกขับเคลื่อนจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของกลุ่ม Hyperscalers และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบทั้งราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ราคาสินทรัพย์ และทิศทางนโยบายการเงิน
หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นโดดเด่น ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า แม้มีหุ้นเทคโนโลยีและ AI จำนวนมาก เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกังวลต่อรายจ่ายลงทุนของ Hyperscalers ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และตั้งคำถามว่าการลงทุนจำนวนมากจะสามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนได้คุ้มค่าหรือไม่
สำหรับครึ่งหลังปี 2569 AI ยังคงเป็น “Mega Force” ที่มีศักยภาพสนับสนุนเศรษฐกิจโลกในระยะยาว แต่หุ้น AI ต้นน้ำปรับตัวขึ้นมามากและสะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปบางส่วนแล้ว หากผลประกอบการต่ำกว่าคาดจึงมีโอกาสเกิดแรงปรับฐาน
SCB WEALTH จึงแนะนำให้กระจายการลงทุนจาก AI ต้นน้ำไปยังธุรกิจ กลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการนำ AI ไปใช้งานจริงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ แต่ราคาหุ้นบางส่วนยังปรับขึ้นช้ากว่ากลุ่มต้นน้ำ
ขณะเดียวกัน ควรเพิ่มสินทรัพย์สร้างกระแสรายได้เข้าพอร์ต เช่น SET REITs หุ้นไทยปันผลสูง ตราสารหนี้ต่างประเทศ และ Structured Notes
BlackRock เปิด 3 ธีมลงทุน “AI Scarcity–Beyond Labels–Durable Income”
Mr. Navin Saigal, Managing Director, Head of Global Fixed Income, Asia Pacific, BlackRock มองว่า นักลงทุนควรจับตา 3 ธีมสำคัญในช่วงครึ่งหลังปี 2569
ธีมแรก AI Scarcity แม้ AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดหุ้น แต่ระดับมูลค่าหุ้นค่อนข้างสูง จึงต้องเลือกหลักทรัพย์และบริหารความเสี่ยงจากการกระจุกตัวมากขึ้น
ธีมที่สอง Beyond Labels การแบ่งสินทรัพย์ตามกรอบเดิมอาจไม่เพียงพอ เพราะสินทรัพย์คนละประเภทสามารถมีปัจจัยเสี่ยงเดียวกัน และเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันได้ การกระจายพอร์ตจึงต้องมองลึกถึงปัจจัยพื้นฐานและความเสี่ยงของแต่ละสินทรัพย์
ธีมที่สาม Durable Income หรือการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอและยั่งยืน โดยสามารถเพิ่มการลงทุนต่างประเทศ และกระจายจากตราสารหนี้ตลาดพัฒนาแล้วเข้าสู่ตราสารหนี้เอเชีย ซึ่งมีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นในระดับต่ำกว่า
นอกจากนี้ ยังสามารถพิจารณาสินทรัพย์นอกตลาด หรือ Private Markets ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มแหล่งที่มาของผลตอบแทนที่แตกต่างจากสินทรัพย์ในตลาด
InnovestX มองเซมิคอนดักเตอร์ “ยังไม่ใช่ฟองสบู่”
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา Offshore Investment Team Lead บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวว่า วัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอดีตมักเกิดขึ้นพร้อมเทคโนโลยีใหม่ โดยรอบปัจจุบันปรับขึ้นต่อเนื่องมาประมาณ 33 เดือน และยังอยู่บริเวณกึ่งกลางของระยะเวลาเฉลี่ยในรอบขาขึ้น
จึงประเมินว่าแนวโน้มเชิงบวกอาจเดินหน้าต่อได้ อย่างน้อยอีก 1 ปี หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งาน AI
สำหรับข้อกังวลเรื่องฟองสบู่ InnovestX ประเมินว่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ยังไม่เข้าสู่ภาวะดังกล่าว เนื่องจากผลประกอบการยังสามารถเติบโตตามหรือดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม Valuation ไม่ได้อยู่ในระดับถูก โดยซื้อขายที่ P/E ราว 25–30 เท่า ขณะที่วัฏจักรเริ่มเข้าสู่ช่วงกลางถึงปลายรอบ ทำให้ความผันผวนมีแนวโน้มสูงขึ้น นักลงทุนจึงควรเน้น Selective Investment พิจารณาทั้งปัจจัยพื้นฐาน การเติบโตของกำไร และระดับราคา
สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนระยะสั้น อาจพิจารณา Structured Notes ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเชื่อมโยงกับธีม AI แต่ต้องทำความเข้าใจเงื่อนไขและความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
เตือนหุ้นชิปขึ้นมาไกล ต้องชั่ง “ผลตอบแทนกับความเสี่ยง”
นายชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM, Head of Investment Consultant ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ราคาหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นมาพอสมควรและสะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตในอนาคตไปแล้ว แม้ระยะยาวยังมีโอกาสขึ้นต่อ แต่ระยะสั้นอาจเผชิญแรงขายและความผันผวน
ก่อนลงทุน นักลงทุนจึงต้องประเมินว่าโอกาสสร้างผลตอบแทนคุ้มกับระดับความเสี่ยงที่สามารถรับได้หรือไม่ รวมถึงพิจารณาจังหวะเข้าลงทุน
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการโอกาสจากหุ้นที่ยังมีศักยภาพ แต่กังวลความผันผวน สามารถศึกษาผลิตภัณฑ์ Fixed Coupon Note ที่มีเงื่อนไข Knock-In, Knock-Out หรือ KIKO Features ซึ่ง InnovestX มีตราสารอายุสูงสุด 6 เดือน
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีความซับซ้อนและความเสี่ยงสูง จึงเหมาะกับนักลงทุนรายใหญ่ที่มีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์และสามารถรับความเสี่ยงได้สูง
BlackRock ชี้พอร์ต 60:40 อาจไม่พอสำหรับตลาดยุคใหม่
Mr. Zach Bevevino, CFA, Managing Director and Multi-Asset Strategies & Solutions (MASS) Strategist at BlackRock กล่าวว่า การกระจายการลงทุนยังเป็นรากฐานของการบริหารพอร์ต เพราะไม่มีสินทรัพย์ประเภทใดสามารถสร้างผลตอบแทนโดดเด่นได้ทุกปี
แต่ตลาดยุคใหม่มีทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ การกระจุกตัวของหุ้น AI และหุ้นกับตราสารหนี้มีโอกาสเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ส่งผลให้พอร์ตแบบดั้งเดิม 60:40 อาจกระจายความเสี่ยงได้ไม่ดีเท่าในอดีต
นักลงทุนจึงควรยกระดับ Core Portfolio ให้ครอบคลุมสินทรัพย์ อุตสาหกรรม และภูมิภาคที่หลากหลาย รวมถึงเพิ่มสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับหุ้นและตราสารหนี้ต่ำ
BlackRock ยังแนะนำให้นักลงทุนอยู่ในตลาดอย่างต่อเนื่องมากกว่าพยายามจับจังหวะเข้าออกบ่อย เพราะอาจพลาดช่วงที่ตลาดสร้างผลตอบแทนสูง ซึ่งจะกระทบต่อผลตอบแทนระยะยาว
SCB CIO แนะ “Stay Invested” ไม่ต้องรอทุกอย่างชัดเจน
นางสาวนิสารัตน์ ชมภูพงษ์ Head of Wealth and Investment Advisory, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า นักลงทุนไม่ควรรอจนเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน หรือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายทั้งหมดก่อนกลับเข้าตลาด เพราะหลายครั้งตลาดฟื้นตัวก่อนที่ความไม่แน่นอนจะหมดไป ทำให้ผู้ที่รออาจกลับเข้าลงทุนในราคาที่สูงขึ้น
SCB CIO จึงให้น้ำหนักกับแนวคิด Stay Invested ซึ่งไม่ได้หมายถึงการถือหุ้นตลอดเวลาหรือห้ามปรับพอร์ต แต่คือการสร้าง Core Portfolio ที่แข็งแรงและปรับตัวได้ ก่อนต่อยอดด้วย Opportunistic Investments ตามภาวะตลาด
หนึ่งในทางเลือกคือ SCBGMCORE(A) ความเสี่ยงระดับ 5 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง SCB WEALTH และ BlackRock ประกอบด้วย Diversified Core ETFs, Liquid Alternatives และ Volatility Control
สำหรับผู้ที่ถือเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือมีเป้าหมายใช้เงินดอลลาร์ในอนาคต เช่น เรียนหรือใช้จ่ายต่างประเทศ สามารถพิจารณา SCBUSDGMCORE ซึ่งมีนโยบายลงทุนเช่นเดียวกัน แต่ลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
SCBAM ชู Hedge Fund ตัวช่วยกระจายความเสี่ยง
นางสาวนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส Chief Investment Officer บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ (SCBAM) กล่าวว่า ความผันผวนของตลาดเกิดบ่อยขึ้น ขณะที่ AI ทำให้ผลตอบแทนและมูลค่าตลาดกระจุกอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท
อีกจุดที่ต้องจับตาคือความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้ที่เปลี่ยนจากติดลบมาเป็นบวก หมายความว่าสินทรัพย์ทั้งสองมีโอกาสปรับขึ้นหรือลงพร้อมกัน ส่งผลให้พอร์ตที่ประกอบด้วยหุ้นและตราสารหนี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีเหมือนเดิม
SCBAM จึงมองว่า Hedge Fund สามารถนำมาเป็นส่วนเสริมของพอร์ต เนื่องจากใช้กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น เช่น Long-Short และ Leverage รวมถึงลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท เพื่อสร้างแหล่งผลตอบแทนที่แตกต่างออกไป
อย่างไรก็ตาม Hedge Fund มีทั้งข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและความซับซ้อน จึงเหมาะกับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษที่มีความเข้าใจผลิตภัณฑ์ สามารถรับความเสี่ยงสูงและลงทุนระยะยาวได้
จับสัญญาณครึ่งหลังปี 2569
ภาพรวมจาก SCB WEALTH และพันธมิตรสะท้อนว่า AI ยังไม่จบ แต่ยุคที่ซื้อหุ้นเกี่ยวข้องกับ AI แล้วคาดหวังว่าจะขึ้นพร้อมกันทั้งหมดอาจผ่านไปแล้ว เมื่อ Valuation สูงขึ้น การเลือกบริษัทและการกระจายความเสี่ยงจะมีน้ำหนักมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การจัดพอร์ตแบบหุ้น–ตราสารหนี้ 60:40 กำลังถูกท้าทายจากความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ที่เปลี่ยนไป นักลงทุนจึงอาจต้องมอง Core Portfolio ในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งภูมิภาค ประเภทสินทรัพย์ สินทรัพย์สร้างรายได้ และ Alternative Investments
หัวใจของการลงทุนครึ่งหลังปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการหา “สินทรัพย์ที่จะขึ้นมากที่สุด” แต่เป็นการสร้างพอร์ตที่ อยู่รอดจากความผันผวน และยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาลักษณะผลิตภัณฑ์ เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน โดยผลิตภัณฑ์ที่มีอนุพันธ์แฝงและผลิตภัณฑ์ซับซ้อนอาจมีความเสี่ยงสูง รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียเงินลงทุน ขณะที่กองทุน SCBGMCORE(A) และ SCBUSDGMCORE มีความเสี่ยงระดับ 5 หรือปานกลางค่อนข้างสูง
