ตลาดคาร์บอนไทยเร่งยกระดับ “คุณภาพเครดิต” ปูทางเชื่อมอาเซียน–ตลาดโลก
Categories : Update News, ESG News
Public : 10/08/2026อบก. ชี้ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาและปริมาณ ไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือ ขณะที่ภาคธุรกิจเสนอเร่งผลักดัน Premium T-VER เชื่อมมาตรฐานอาเซียน พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการซื้อขายข้ามประเทศ เปิดทางคาร์บอนเครดิตไทยเข้าถึงตลาดสากล
ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากเดิมที่ตลาดให้ความสนใจกับ “ราคาและปริมาณ” ของคาร์บอนเครดิตมากขึ้น ไปสู่คำถามสำคัญว่า เครดิตที่ซื้อขายสามารถยืนยันการลดก๊าซเรือนกระจกได้จริงเพียงใด มีความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ และได้รับการยอมรับจากตลาดต่างประเทศหรือไม่
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารือในงานแถลงผลสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทย ปี 2569 จัดโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานกำกับ ภาคธุรกิจ ตลาดทุน ผู้พัฒนาโครงการ และองค์กรระหว่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงทิศทางตลาดคาร์บอนของไทย
อบก.ชี้ตลาดกำลังเปลี่ยนจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณภาพ”
นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ อบก. กล่าวว่า ทิศทางตลาดคาร์บอนไทยกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาและปริมาณ ไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับ High-Integrity Carbon Credits หรือคาร์บอนเครดิตที่มีความน่าเชื่อถือสูง
ขณะที่ผลสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทย ปี 2569 ซึ่งนำเสนอโดยนางอโณทัย สังข์ทอง ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารและทะเบียนคาร์บอนเครดิต อบก. และนายบุญรอด เยาวพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด พบว่า ภาคธุรกิจไทยมีความตื่นตัวต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น และเริ่มมองเรื่องดังกล่าวในมิติของโอกาสทางธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม สะท้อนว่า “ความสนใจ” ในตลาดคาร์บอนยังไม่ได้เปลี่ยนเป็น “การเข้าร่วมตลาดจริง” อย่างเต็มรูปแบบ ช่องว่างดังกล่าวจึงเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการขยายตลาดคาร์บอนของไทยในระยะต่อไป
จับตา Premium T-VER ยกระดับเครดิตไทย
หนึ่งในประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา “ยกระดับมาตรฐานคาร์บอนไทย และเปิดรับโอกาสใหม่สู่ตลาดสากล” คือ บทบาทของ Premium T-VER ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญสำหรับยกระดับคาร์บอนเครดิตของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และตอบสนองความต้องการคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงที่เพิ่มขึ้น
เวทีดังกล่าวมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ดร.ปวีณา พาณิชยพิเชฐ ผู้จัดการอาวุโส สำนักรับรองคาร์บอนเครดิต อบก. นายสุรพล บุพโกสุม ผู้อำนวยการอาวุโส หัวหน้าฝ่ายพัฒนาโซลูชันด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นางสาววุฒิอร พจน์อารีสกุล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นายฉัตรเทพ จันทร์แย้ม Senior Policy Analyst, Global Green Growth Institute (GGGI) Thailand และนางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธาน Carbon Markets Club
ผู้ร่วมเสวนาเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า หากไทยต้องการขยายตลาดไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก การมีเครดิตเพียงพอสำหรับซื้อขายอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าเครดิตเหล่านั้นมีคุณภาพ และสามารถใช้ได้ภายใต้กฎเกณฑ์ของตลาดปลายทางPremium T-VER จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในฐานสำคัญที่จะช่วยยกระดับเครดิตไทย และอาจต่อยอดไปสู่การสร้างมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับร่วมกันในอาเซียน
ตลาดข้ามพรมแดนยังมี “โจทย์ใหญ่” ต้องเร่งแก้
อย่างไรก็ตาม การเปิดตลาดคาร์บอนไทยสู่ต่างประเทศยังมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะกระบวนการออกหนังสือรับรองสำหรับการถ่ายโอนเครดิตระหว่างประเทศ การเชื่อมโยงระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต ต้นทุนการพัฒนาและทวนสอบโครงการ รวมถึงช่องว่างระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย
ประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญมากขึ้น หากไทยต้องการให้เกิดธุรกรรมคาร์บอนเครดิตข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม เพราะตลาดต่างประเทศไม่ได้พิจารณาเพียงว่าโครงการสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้จำนวนเท่าใด แต่ยังให้ความสำคัญกับกระบวนการตรวจสอบ ความโปร่งใส การป้องกันการนับซ้ำ และการยอมรับภายใต้มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น เป้าหมายการผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางตลาดคาร์บอนของภูมิภาค จึงต้องเดินควบคู่ทั้งการพัฒนามาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐานของตลาด
“Reduce First” ลดการปล่อยก่อนซื้อเครดิตชดเชย
นางกลอยตา ณ ถลาง กล่าวว่า หลักสำคัญในการใช้คาร์บอนเครดิตควรเริ่มจากแนวคิด “Reduce First” หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมขององค์กรเองให้ได้มากที่สุดก่อน จากนั้นจึงใช้คาร์บอนเครดิตชดเชยเฉพาะการปล่อยส่วนที่ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้
แนวทางดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะคาร์บอนเครดิตไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทดแทนการลดการปล่อยโดยตรงขององค์กร แต่ควรเป็นกลไกเสริมสำหรับจัดการกับการปล่อยส่วนที่เหลือ
สำหรับการเลือกซื้อเครดิต ผู้ซื้อไม่ควรพิจารณาเฉพาะ “ราคาถูกหรือแพง” แต่ต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ในการนำเครดิตไปใช้และคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่องค์กรจะนำไปสื่อสาร รวมถึงความน่าเชื่อถือของโครงการ การตรวจสอบย้อนกลับ การป้องกันการนับซ้ำ การยอมรับของตลาด และผลประโยชน์ร่วมที่เกิดกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ยิ่งสำหรับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ การเลือกเครดิตจำเป็นต้องสอดคล้องกับกฎเกณฑ์และมาตรฐานของแต่ละตลาดด้วย
นางกลอยตามองว่า Premium T-VER สามารถเป็นพื้นฐานของการพัฒนาคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงของไทย ขณะที่การนำเครดิตไปใช้ภายใต้กลไกอย่าง CORSIA จะช่วยเพิ่มโอกาสในการใช้ประโยชน์และสร้างตลาดให้แก่ผู้พัฒนาโครงการ
SAF–Book and Claim อีกกลไกจัดการ Scope 3
อีกประเด็นที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น คือ การใช้กลไกด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF โดยสามารถแยกและถ่ายโอนคุณลักษณะด้านการลดการปล่อยผ่านระบบ Book and Claim
แนวทางนี้เปิดโอกาสให้องค์กรสามารถนำคุณลักษณะด้านการลดการปล่อยจาก SAF ไปใช้ประกอบการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมใน Scope 3 ได้ แม้องค์กรนั้นจะไม่ได้รับเชื้อเพลิงจากเที่ยวบินหรือสถานที่เดียวกับแหล่งผลิตโดยตรง
ในส่วนของกลุ่มบริษัทบางจาก ปัจจุบันมีบทบาททั้งในฐานะผู้ซื้อคาร์บอนเครดิต ผู้พัฒนาโครงการภายในกลุ่ม และผู้ร่วมพัฒนาโครงการกับพันธมิตร รวมถึงเข้าร่วมการพัฒนาตลาดผ่านเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN) และ Carbon Markets Club
เป้าหมายต่อไป เชื่อมตลาดคาร์บอนอาเซียน
ทิศทางสำคัญอีกด้านคือความพยายามเชื่อมตลาดคาร์บอนในระดับภูมิภาค ผ่าน ASEAN Common Carbon Framework (ACCF) ซึ่งเป็นความร่วมมือของภาคเอกชนในภูมิภาค และเชื่อมโยงกับ High-Integrity ASEAN Carbon Initiative (HACI) ข้อริเริ่มที่ประเทศไทยเสนอผ่านกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
เป้าหมายคือการสร้างตลาดคาร์บอนอาเซียนที่มีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และสามารถเชื่อมโยงระหว่างกันได้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเพิ่มโอกาสให้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเครดิตจากประเทศไทยเข้าถึงผู้ซื้อในต่างประเทศได้มากขึ้น
โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้าง “ตลาดซื้อขายเครดิต” แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้เงินทุนจากผู้ที่ต้องการลดหรือชดเชยการปล่อยไหลไปสู่โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีคุณภาพ
ปี 2030 ตลาดต้องสร้าง “การลงทุน” ไม่ใช่แค่ยอดซื้อขาย
สำหรับภาพตลาดคาร์บอนที่ต้องการเห็นภายในปี 2030 นางกลอยตาเห็นว่า ความสำเร็จไม่ควรวัดจากจำนวนคาร์บอนเครดิตหรือมูลค่าการซื้อขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าตลาดสามารถดึงดูดเงินทุนและทำให้เกิดโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีคุณภาพได้มากน้อยเพียงใด
ขณะเดียวกัน SMEs ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน เกษตรกร และชุมชน ควรมีโอกาสเข้าถึงตลาดและได้รับประโยชน์จากรายได้ที่เกิดจากการลดก๊าซเรือนกระจก ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่
การพัฒนาตลาดคาร์บอนไทยในระยะต่อไปจึงมีโจทย์มากกว่าการเพิ่มปริมาณเครดิต เพราะหัวใจสำคัญคือการสร้าง “ความน่าเชื่อถือ” ให้ผู้ซื้อมั่นใจว่าเงินที่จ่ายไปนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจริง ตรวจสอบได้ และไม่ถูกนับซ้ำ
หากไทยสามารถยกระดับมาตรฐาน Premium T-VER ลดต้นทุนและอุปสรรคในการพัฒนาโครงการ เชื่อมระบบทะเบียน และสร้างการยอมรับร่วมกับประเทศอาเซียนได้ ตลาดคาร์บอนอาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือชดเชยการปล่อย แต่สามารถพัฒนาเป็นอีกช่องทางในการดึงเงินลงทุนเข้าสู่โครงการลดก๊าซเรือนกระจก และเปิดตลาดใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจ เกษตรกร และชุมชนไทยในอนาคต
