SCB WEALTH มองเฟดดอกเบี้ยสูงนาน บาทยังผันผวน แนะกระจายพอร์ตลงทุนสินทรัพย์ดอลลาร์

Categories : Update News, Stock Market, Wealth

Public : 14/08/2026

จับตาเงินเฟ้อ–Bond Yield กดดันตลาด คาดบาทระยะสั้น 33.30–33.80 บาท/ดอลลาร์ ก่อนมีโอกาสแข็งสู่ 33.00–33.50 บาทปลายปี ชูตราสารหนี้สหรัฐฯ ระยะสั้น-กลาง หุ้นคุณภาพ และ Offshore Investment กระจายความเสี่ยง

 

SCB WEALTH ประเมินทิศทางการลงทุนครึ่งปีหลังยังเผชิญความผันผวน ทั้งจากนโยบายการเงินสหรัฐฯ ความเสี่ยงเงินเฟ้อ ภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของเงินบาท โดยมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยระดับสูงต่อเนื่อง หรือ Higher for Longer แต่ยังไม่น่าปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ หากเงินเฟ้อไม่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ขณะที่เงินบาทระยะสั้นมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 33.30–33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนมีโอกาสกลับมาแข็งค่าที่ 33.00–33.50 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงปลายปี พร้อมแนะนักลงทุนใช้จังหวะเงินบาทแข็งค่า ทยอยสะสมเงินดอลลาร์เพื่อกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างประเทศ

 

Fed ยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย แต่เงินเฟ้อคือความเสี่ยง

นางสาวเกษรี อายุตตะกะ CFP® Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ยังขยายตัวแข็งแกร่งเฉลี่ย 1.8% ต่อปี ขณะที่ Core PCE ยังสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ของ Fed ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังต้องรอดูทิศทางเงินเฟ้อให้ชัดเจน

 

SCB CIO มองว่า Fed มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป แต่ยังไม่น่าปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ หากเงินเฟ้อไม่เร่งตัวแรง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการขาดแคลนชิป พลังงาน และอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อให้กลับมาสูงขึ้นได้

 

อีกปัจจัยที่ต้องระวังคือ Bond Yield ระยะยาวของสหรัฐฯ ซึ่งยังถูกกดดันจาก Term Premium ที่สูงขึ้น ทั้งจากความไม่แน่นอนของนโยบาย Fed การขาดดุลงบประมาณสหรัฐฯ และความต้องการออกพันธบัตรเพื่อระดมทุนรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรม AI

 

สำหรับกลยุทธ์ลงทุน SCB CIO แนะนำให้พอร์ตหลักเน้นพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนสหรัฐฯ คุณภาพดี อายุสั้นถึงปานกลาง เพื่อสร้างกระแสเงินสด และหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาวที่มีความผันผวนสูง

 

ส่วนการลงทุนในหุ้นควรใช้กลยุทธ์ Selective มากกว่าลงทุนทั้งดัชนี โดยเลือกหุ้นหรือกองทุนที่เน้นบริษัทคุณภาพ มีกำไรชัดเจนและงบดุลแข็งแกร่ง พร้อมกระจายการลงทุนออกนอกประเทศไทยเพื่อลด Home Bias

 

SCB FM คาดบาทยังแกว่ง ก่อนมีลุ้นแข็งปลายปี

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB Financial Markets (SCB FM) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทผันผวนแรง เคยอ่อนค่าถึง 33.80 บาทต่อดอลลาร์ จากความกังวลสงครามและราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวขึ้น ประกอบกับส่วนต่างดอกเบี้ยของไทยกับต่างประเทศที่กว้างขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม เงินบาทกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็ว หลังสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีสัญญาณเจรจา ราคาน้ำมันลดลง เงินเยนแข็งค่าจากการแทรกแซงของธนาคารกลางญี่ปุ่น รวมถึงราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

SCB FM คาดว่า ระยะสั้นเงินบาทยังมีโอกาสอ่อนค่าในกรอบ 33.30–33.80 บาทต่อดอลลาร์ หากความขัดแย้งกลับมารุนแรงและราคาน้ำมันปรับขึ้น ขณะที่ระยะกลางถึงยาว หากสงครามคลี่คลายและ Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามที่ประเมิน เงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่า โดยคาดกรอบปลายปีที่ 33.00–33.50 บาทต่อดอลลาร์

 

ด้านต้นทุน FX Hedging ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3% สำหรับระยะ 1 เดือน และราว 3.2% สำหรับระยะ 1 ปี นักลงทุนที่ถือดอลลาร์อยู่แล้วจึงสามารถพิจารณานำเงินไปลงทุนต่อในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ส่วนผู้ที่ยังไม่มีดอลลาร์อาจใช้จังหวะเงินบาทบริเวณ 33 บาทต่อดอลลาร์ทยอยสะสมเพื่อเตรียมลงทุนต่างประเทศ

SCBAM ชู USD เป็น “Investment Currency”

นางสาวศุภรัตน์ อารีย์วงศ์ Executive Director กลุ่มกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM) กล่าวว่า ดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็น Investment Currency หรือสกุลเงินหลักของโลกการลงทุน เพราะสินทรัพย์และกองทุนที่ลงทุนในเมกะเทรนด์จำนวนมากอ้างอิงด้วยเงินดอลลาร์

 

การถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของค่าเงิน แต่เป็นอีกช่องทางกระจายความเสี่ยงจากเศรษฐกิจไทย และเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินทรัพย์ชั้นนำทั่วโลก

 

SCBAM มีทางเลือกกองทุนสกุล USD ครอบคลุมทั้งตราสารหนี้ พอร์ตผสม และหุ้นสหรัฐฯ ได้แก่ SCBUSDINC สำหรับการสร้างกระแสเงินสด, SCBUSDGMCORE สำหรับกระจายลงทุนหลายสินทรัพย์ และ SCBUSDUSFOCUS สำหรับผู้ที่ต้องการเน้นหุ้นสหรัฐฯ คุณภาพ

InnovestX เปิด 3 ทางเลือก Offshore รับตลาดผันผวน

นายจรณพงศ์ รัตนะโสภา CFA, FRM, Head of Investment Product Specialist บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) กล่าวว่า นักลงทุนทุกเจเนอเรชั่นมีแนวโน้มกระจายเงินลงทุนไปต่างประเทศมากขึ้น ท่ามกลางสงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การกระจายความเสี่ยงจึงต้องครอบคลุมทั้งสินทรัพย์ ประเทศ และสกุลเงิน

 

InnovestX แนะนำ 3 ทางเลือก Offshore ในช่วงตลาดผันผวน ได้แก่ กองทุนหรือ ETF กลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ ที่ยังได้แรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI, ตราสารหนี้ต่างประเทศ ซึ่งยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนในช่วงดอกเบี้ยอยู่ระดับสูง และ กองทุนตลาดเงิน USD สำหรับพักเงิน รักษาสภาพคล่อง และรอจังหวะเข้าลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนต่างประเทศมีทั้งความเสี่ยงจากตลาด อัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนป้องกันความเสี่ยง และภาษี นักลงทุนจึงควรพิจารณาให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายของตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน