ไทยเครดิตเร่งเกมครึ่งปีหลัง ลุย Micro-SME ดันสินเชื่อแตะ 2 แสนล้าน ชูโตอย่างมีคุณภาพ คุม NPL ไม่เกิน 4.3% เร่งดิจิทัล–Risk-Based Pricing รับลูกค้ารายย่อย
Categories : Update News, Finance
Public : 28/08/2026ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) เดินหน้าแผนครึ่งปีหลัง 2569 เร่งขยายสินเชื่อกลุ่ม Micro-SME และ Nano-Micro Credit ควบคู่บริหารความเสี่ยง เน้นลูกค้า Underserved ที่ยังเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบได้จำกัด พร้อมใช้ Risk-Based Pricing เพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทน และเร่ง Digital Transformation หวังผลักดันพอร์ตสินเชื่อแตะ 200,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี
ทิศทางดังกล่าวต่อยอดจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกที่สินเชื่อรวมอยู่ที่ 194,080.5 ล้านบาท เติบโต 13.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิเติบโต 17.8% โดยธนาคารยังรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้ตามเป้าหมาย ด้วย NPL Ratio ที่ 4.3% ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 4.5% และ ROE อยู่ที่ 16.1%
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ครึ่งปีหลังธนาคารจะเร่งขยายฐานสินเชื่อเชิงรุก แต่ยังให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการ Micro-SME รวมถึงลูกค้ากลุ่ม Nano และ Micro Credit
“เราจะต่อยอดจากความสำเร็จในครึ่งปีแรก ทั้งการเติบโตของสินเชื่อ การเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทน การสนับสนุนผู้ประกอบการ MSME และการรักษาเสถียรภาพของคุณภาพสินทรัพย์ เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว”
โฟกัส Micro-SME ดันสินเชื่อรายย่อย
กลยุทธ์สำคัญในครึ่งปีหลัง คือการขยายสินเชื่อ Micro-SME ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของธนาคาร โดยปัจจุบันสินเชื่อของธนาคารมีสัดส่วนลูกค้า SME สูงถึง 68% ของยอดคงค้าง ขณะที่กลุ่ม Nano Finance มีจำนวนลูกค้าถึง 83% แต่คิดเป็นยอดสินเชื่อคงค้างเพียง 11% สะท้อนโอกาสในการเพิ่มวงเงินและต่อยอดความสัมพันธ์กับลูกค้าในกลุ่มดังกล่าว
ธนาคารเตรียมผลักดันผลิตภัณฑ์ Micro Max ซึ่งขยายวงเงินประมาณ 500,000–1 ล้านบาท รองรับผู้ค้าส่งและค้าปลีก รวมถึง Nano Finance ที่มีวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อให้เหมาะกับความต้องการเงินทุนของผู้ประกอบการแต่ละระดับ
ขณะเดียวกัน จะใช้โมเดล Risk-Based Pricing กำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของลูกค้า ผ่านผลิตภัณฑ์อย่าง “SME กล้าสู้” และ “SME กล้าช่วย” เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการขยายสินเชื่อและการรักษาผลตอบแทน
คุม NPL–รักษา Credit Cost รับความเสี่ยงเศรษฐกิจ
แม้จะเร่งขยายสินเชื่อ แต่ธนาคารยังวางการบริหารคุณภาพสินทรัพย์เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายหลัก โดยตั้งเป้าควบคุม NPL ให้อยู่ในกรอบประมาณ 4.2–4.3% พร้อมรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงใกล้ 150% และควบคุม Credit Cost ประมาณ 1.8%
มาตรการสำคัญคือการยกระดับการคัดกรองลูกหนี้และคุณภาพการเปิดบัญชีใหม่ ควบคู่การบริหารจัดการหนี้และปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก โดยเฉพาะกลุ่ม MSME เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหากลายเป็น NPL
ผลการดำเนินงาน 1H26 สะท้อนว่ากลยุทธ์ดังกล่าวยังเดินหน้าได้ตามแผน โดยธนาคารสามารถรักษา NPL Ratio ไว้ที่ 4.3% ขณะที่ ROE อยู่ที่ 16.1% และ Cost to Income Ratio อยู่ที่ 43.2%
เร่งดิจิทัล–เตรียม Core Banking ใหม่
อีกแกนสำคัญของครึ่งปีหลังคือ Digital Transformation ผ่านแพลตฟอร์ม Micro Pay e-Wallet และ alpha by Thai Credit เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงบริการทางการเงินและยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
ปัจจุบัน Micro Pay e-Wallet มีผู้ใช้งานมากกว่า 600,000 ราย โดยธนาคารจะนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการนำเสนอผลิตภัณฑ์ การเข้าถึงลูกค้า และการบริหารความเสี่ยงให้แม่นยำมากขึ้น
นอกจากนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเปิดตัว ระบบ Core Banking ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รองรับการขยายตัวของธุรกิจ และช่วยบริหารต้นทุนในระยะยาว
พร้อมกันนี้ยังเดินหน้าโครงการ “ตังค์โต Know-how” ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ให้ความรู้ด้านการเงินแก่ประชาชนแล้วกว่า 300,000 คน หวังสร้างวินัยทางการเงินและลดความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ในอนาคต
สำหรับครึ่งปีหลัง ธนาคารจึงวางเป้าหมายเดินหน้า “โตอย่างมีคุณภาพ” ด้วยการขยายสินเชื่อ Micro-SME และ Nano-Micro Credit ควบคู่ Risk-Based Pricing การควบคุม NPL และการลงทุนด้านดิจิทัล เพื่อผลักดันพอร์ตสินเชื่อแตะ 200,000 ล้านบาท พร้อมรักษาความสามารถในการทำกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ให้เติบโตไปพร้อมกัน
