CPAXT ทุ่มหมื่นล้านซื้อ TFP ปิดดีลเร็วกว่าคาด กว่าคาด หนุนฐานมาเลย์แกร่ง คง “ถือ” เป้า 15.60 บาท

Categories : Update News, Stock Market

Public : 03/09/2026

 

บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KS) ประเมินพัฒนาการของ CPAXT หลังเข้าซื้อหุ้น 100% ใน The Food Purveyor (TFP) ผู้ประกอบการค้าปลีกอาหารระดับพรีเมียมในมาเลเซียแล้วเสร็จเร็วกว่าคาด โดย CPAXT แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ธุรกรรมดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะปิดดีลในไตรมาส 4/2569

KS มองการปิดดีลเร็วกว่าคาดเป็น “กลางถึงบวกเล็กน้อย” เนื่องจากช่วยลดความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ และเปิดทางให้ CPAXT เริ่มรับรู้ผลประกอบการของ TFP ได้เร็วขึ้น ขณะที่ Premium ที่จ่ายเพื่อเข้าซื้อกิจการมีเหตุผลรองรับจากฐานลูกค้าระดับบน เครือข่ายสาขาในทำเลเมืองที่แข็งแกร่ง รวมถึงโอกาสสร้าง Synergy ด้านการจัดซื้อและ Supply Chain ร่วมกับ Lotus Malaysia

สำหรับมูลค่าการเข้าซื้อกิจการอยู่ที่ 1.66 พันล้านริงกิตมาเลเซีย หรือประมาณ 1.03 หมื่นล้านบาท คิดเป็น EV/EBITDA ประมาณ 12-13 เท่า และ EV/Sales ราว 1.2 เท่า แม้ระดับดังกล่าวจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยหุ้นค้าปลีกในมาเลเซียราว 10-20% แต่ KS ระบุว่ายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับดีลซื้อกิจการซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในอดีต โดย Jaya Grocer เคยถูกซื้อกิจการที่ Valuation ประมาณ 1.0-1.2 เท่าของยอดขายในปี 2563

ดีล TFP ดันเครือข่าย CPAXT ในมาเลเซียแตะ 120 สาขา

การเข้าซื้อ TFP จะทำให้เครือข่ายของ CPAXT ในมาเลเซียเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 120 สาขา ขณะที่ TFP มีรายได้ราว 1.3 พันล้านริงกิตมาเลเซียในปี 2567 และมีส่วนแบ่งตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในมาเลเซียประมาณ 31%

KS ระบุว่า ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมของมาเลเซียมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 8.3% ต่อปีในช่วงปี 2567-2573 สะท้อนโอกาสการเติบโตของ CPAXT ในตลาดดังกล่าวในระยะยาว

ทั้งนี้ รายได้ของ TFP คิดเป็นประมาณ 7-9% ของ CPAXT ขณะที่กำไรคิดเป็นประมาณ 2-4% ซึ่งจะช่วยเพิ่มขนาดธุรกิจและฐานกำไรของ CPAXT ในอนาคต แต่ยังไม่มากพอที่จะสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกำไรในระยะสั้น

ปี 69 กำไรยังได้ไม่เต็มที่ ลุ้นปี 70 เพิ่ม 2-4%

KS คาดว่าผลบวกจาก TFP ต่อประมาณการกำไรปี 2569 จะยังจำกัด เนื่องจาก CPAXT จะเริ่มรวมผลประกอบการของ TFP ตั้งแต่เดือนกันยายน ขณะเดียวกันยังมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มเติมจากการเข้าซื้อกิจการ

อย่างไรก็ตาม หากรับรู้ผลประกอบการของ TFP ได้เต็มปีในปี 2570 KS คาดว่าจะช่วยเพิ่มกำไรของ CPAXT ประมาณ 2-4% สะท้อนว่าดีลดังกล่าวจะมีบทบาทต่อการเติบโตของบริษัทในระยะยาวมากกว่าการเป็นปัจจัยกระตุ้นกำไรในระยะสั้น

ด้านมุมมองการลงทุน KS ยังคงคำแนะนำ “ถือ” CPAXT พร้อมราคาเป้าหมายที่ 15.60 บาท โดยประเมินมูลค่าด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) ใช้อัตราคิดลด 8.9% สะท้อน PER ปี 2569-2570 ที่ 16.9 เท่า หรือประมาณ 1.35 SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย Forward PER ในอดีต

KS มองภาพรวมว่า การปิดดีล TFP เร็วกว่าคาดเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อ CPAXT ช่วยเสริมฐานธุรกิจในมาเลเซียและเปิดโอกาสสร้าง Synergy กับ Lotus Malaysia แต่ในระยะสั้นผลต่อกำไรยังจำกัด ขณะที่ประโยชน์จากดีลจะชัดเจนขึ้นในปี 2570 เป็นต้นไป