ธปท. ผนึกกำลังภาคการเงินไทยยกระดับมาตรการเชิงรุกต้านธุรกรรมผิดกฎหมาย
Categories : Update News, Finance
Public : 10/09/2026นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. และผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันขับเคลื่อน “กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน (Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities)” เป็นการลงนามร่วมกับ 11 หน่วยงาน ได้แก่ สมาคมธนาคารไทย (TBA) สมาคมธนาคารนานาชาติ (AIB) สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (GFA) สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน (TAFEXS) รวมถึง 6 สมาคมและชมรมของกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank lender) รวมถึงหน่วยงานรัฐอย่าง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ( ปปง. ) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
โดยจะร่วมกันดำเนินการในด้านต่าง ๆ อาทิ ยกระดับการทำ KYC/CDD/EDD ตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่มีความเสี่ยงสูง นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการตรวจจับธุรกรรม ที่ผิดปกติแบบเชิงรุก พัฒนาระบบฐานข้อมูลบุคคลเสี่ยงและเชื่อมต่อกับระบบ Central Fraud Registry (CFR) จัดทำคู่มือการปฏิบัติงานด้านมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) ของอุตสาหกรรม
ตลอดจนใช้เครือข่ายชุมชนสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินแก่กลุ่มเปราะบาง เป็นต้นเพื่อป้องกันเชิงรุกไม่ให้ภาคการเงินตกเป็นเครื่องมือ ทางผ่าน หรือช่องทางสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายทุกประเภท เพื่อสร้างระบบการเงินที่มั่นคง ปลอดภัย น่าเชื่อถือ ปกป้องประชาชนจากความเสียหายจากการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด

หลักการสำคัญของกรอบความร่วมมือ คือ การที่ทุกหน่วยงานต้องกำหนดให้ทิศทาง นโยบาย และธรรมาภิบาลองค์กรในการป้องกันไม่ให้มีการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด และถือเป็นส่วนหนึ่งของการกำกับดูแลกิจการองค์กร รวมทั้งกำหนดแนวทางการป้องกันให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำที่เหมาะสมกับแต่ธุรกิจและต้องปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ หน่วยงานที่เข้าร่วมจะนำความเชี่ยวชาญด้านข้อมูล เทคโนโลยี และศักยภาพที่เป็นจุดแข็งมาใช้ประโยชน์สูงสุดในการเฝ้าระวัง ตรวจจับ และตอบสนองต่อความเสี่ยง ที่สำคัญ คือ แต่ละหน่วยงานจะร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ รูปแบบการกระทำผิด สัญญาณเตือนภัย รวมถึงแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้รับมือกับธุรกรรมทุจริตที่ซับซ้อนและมักอาศัยช่องว่างทางกฎหมายระหว่างหน่วยงานเป็นเครื่องมือได้ดีขึ้น ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการข้างต้น ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้สุจริต การเข้าถึงบริการทางการเงิน การแข่งขันที่เป็นธรรม และการส่งเสริมนวัตกรรมอย่างสมดุลควบคู่ไปด้วย
ที่ผ่านมาเมื่อ ธปท. ได้เริ่มเข้าไปตรวจสอบธุรกรรม เช่น การถอนเงินสด ในช่วงเลือกตั้ง การเข้าไปกำกับการซื้อขายทอง ถอนทองคำแท่งเกิน 2 กิโลกรัมต้องรายงานที่มา ปรากฎว่า ปริมาณธุรกรรมลดลงจาก 2 หมื่นล้านเหลือ 3 พันล้านบาท และมาตรการใหม่ที่จะเริ่มใช้ในเดือน ต.ค. นี้ คือผู้ที่ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องพิสูจน์ที่มาของรายได้ว่ามาจากไหน ประกอบอาชีพหรือค้าขายอะไร โดยจะมีการกำหนดเกณฑ์เอกสาร เช่น สัญญาการค้าหรือหลักฐานที่มาของรายได้ ซึ่งหากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่รับเงินสดจริงจะสามารถชี้แจงได้โดยไม่มีปัญหา แต่หากเป็นกรณีธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องแต่มีเงินสดลอยเข้ามา 10–20 ล้านบาท จะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับการใช้เงินสดจำนวนมากๆมาซื้อทองคำแท่งก็ต้องรายงาน
ขณะที่ในส่วนของสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น ธปท. ได้ทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) เกณฑ์กำกับดูแล USDT โดยคาดว่า ก.ล.ต. จะสามารถออกประกาศหลักเกณฑ์ควบคุมได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า
