ธปท.ชู “AI-OECD” 2 Game Changers พลิกเศรษฐกิจไทย ดัน Potential GDP แตะ 3%

Categories : Update News, Stock Market

Public : 11/09/2026
 

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มอง AI และการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เป็น 2 จุดเปลี่ยนสำคัญ หรือ “Game Changers” ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว พร้อมแนะภาคธุรกิจปรับยุทธศาสตร์ตาม “โมเดลญี่ปุ่น” มุ่งเจาะตลาดเฉพาะทาง (Niche Market) และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI โลก แทนการมุ่งแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ไทยยังไม่มีความได้เปรียบ

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การลงทุนด้าน AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการเดินหน้าเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็น 2 ปัจจัยที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้กับเศรษฐกิจไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

ปัจจุบันยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในกลุ่มดิจิทัล Data Center อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ปี 2568 สะท้อนการไหลเข้าของเงินลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ธปท. ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

AI ดัน Potential GDP จาก 2.7% สู่ 3%

ธปท. ระบุว่า ข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI โดยไทยติด Top 5 ของโลกด้านมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และติด Top 10 ของโลกด้านมูลค่าการลงทุนใน Data Center

ที่สำคัญ การประยุกต์ใช้ AI ในภาคเศรษฐกิจสามารถเพิ่มศักยภาพการเติบโตของไทยได้อีกประมาณ 0.3% จากเดิมที่ Potential GDP อยู่ราว 2.7% ทำให้มีโอกาสขยับขึ้นแตะ 3%

อย่างไรก็ตาม การมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าประเทศจำนวนมากยังไม่ได้หมายความว่าไทยจะได้รับประโยชน์เต็มที่ เนื่องจากโครงสร้างการนำเข้าเพื่อการผลิต หรือ Import Content เพิ่มขึ้นจากประมาณ 50% เป็น 70% ทำให้จากมูลค่าส่งออก 100 ดอลลาร์ ไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้เพียงประมาณ 30 ดอลลาร์

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ดึงเงินลงทุน” แต่ต้องทำอย่างไรให้การลงทุนดังกล่าวสร้าง Local Value Added การจ้างงาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นในประเทศมากขึ้น

FDI ไหลเข้า แต่ไทยต้องเพิ่ม Value Added

ไทยยังมีโอกาสเป็นฐานลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ทั้งจากสหรัฐฯ และจีน โดยมีสิงคโปร์เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญของการลงทุนเข้าสู่ไทย อาทิ กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มระดับโลก

แต่ ธปท. เตือนว่า การขยายตัวของ Data Center ต้องบริหารจัดการอย่างสมดุล โดยเฉพาะ การใช้พลังงานและทรัพยากร ต้องไม่สร้างภาระต่อประชาชน ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับ Data Governance และ Data Residency เพื่อให้ข้อมูลสำคัญมีการจัดเก็บและบริหารจัดการภายในประเทศอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงที่ไทยจะต้องพึ่งพาหรือมีต้นทุนในการเข้าถึงข้อมูลของตัวเองในอนาคต

ชี้ตลาดหุ้นไทยยังขาด “AI Exposure”

สำหรับตลาดทุนไทย แม้จะมี FDI เข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้เต็มศักยภาพ โดยหนึ่งในข้อจำกัดคือ ตลาดหุ้นไทยยังมีบริษัทที่มี AI Exposure โดยตรงไม่มากนัก

หุ้นที่เชื่อมโยงกับ AI อย่างชัดเจนยังมีจำกัด เช่น กลุ่มผู้ผลิต Hard Disk Drive ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังมีความกังวลเกี่ยวกับ Corporate Governance และการบังคับใช้ข้อตกลง ของไทย

ดังนั้น การสร้างโอกาสจาก AI จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการที่ไทยต้องลงทุนแข่งขันผลิตชิปขั้นสูง หรือพัฒนา GenAI ด้วยตัวเอง แต่ควรมองหาจุดแข็งเฉพาะทางและเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูง

แนะไทยเดินตาม “Japanese Model” เจาะ Niche Market

ธปท. เสนอแนวทางที่น่าสนใจผ่าน “Japanese Model” คือ การไม่จำเป็นต้องแข่งขันในตลาดขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้น แต่ให้ค้นหาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แล้วพัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีเพื่อเข้าไปเป็นชิ้นส่วนสำคัญใน Supply Chain ระดับโลก

ตัวอย่างเช่น Ajinomoto ที่นำองค์ความรู้จากธุรกิจผงชูรสและผลพลอยได้มาพัฒนาวัสดุสำหรับทำฟิล์มฉนวนความร้อนในไมโครโปรเซสเซอร์ หรือ TOTO ที่ต่อยอดเทคโนโลยีเซรามิกขั้นสูงไปสู่ชิ้นส่วนสำหรับอุปกรณ์เทคโนโลยี

สำหรับไทย มีโอกาสในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Optical Components และ Photo-etching ซึ่งสามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงได้

แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยไม่จำเป็นต้อง “สร้าง AI ให้เก่งที่สุดในโลก” แต่ต้องหาให้ได้ว่า ไทยเก่งอะไร และอะไรคือชิ้นส่วนที่โลก AI ขาดไม่ได้

ธปท.เร่ง 3 ภารกิจหนุน “Reinvent Thailand”

ในส่วนของ ธปท. จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจผ่าน 3 ภารกิจหลัก ได้แก่

1. รักษาเสถียรภาพทางการเงิน โดยใช้นโยบายการเงินที่เอื้อต่อการฟื้นตัวและอยู่ในระดับผ่อนคลาย เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ

2. สนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ ผ่านมาตรการสินเชื่อ เช่น Transformation Loans และ SME Credit Boost เพื่อช่วยให้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่

3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน ทั้งในประเทศและ Cross-border Payments เพื่อรองรับการค้าและการลงทุนรูปแบบใหม่

โจทย์ใหญ่สุดไม่ใช่แค่ “ลงทุน AI” แต่ต้องใช้ AI ให้เป็น

ธปท. ยังมองว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ AI Adoption ในภาคธุรกิจไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 12% และการใช้งานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับพื้นฐาน เช่น AI Chatbot ขณะที่การใช้ AI Agent ซึ่งสามารถทำงานและตัดสินใจเป็นกระบวนการได้เอง ยังอยู่ในระดับเพียง 1-2%

ดังนั้น หากไทยต้องการผลักดัน Potential GDP จาก 2.7% ไปสู่ระดับ 3% การลงทุน Data Center หรือการดึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

โจทย์สำคัญคือการทำให้ AI ซึมเข้าไปในภาคธุรกิจไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่ม Productivity ลดต้นทุน สร้างสินค้าและบริการใหม่ และเพิ่มมูลค่าเพิ่มในประเทศ

ท้ายที่สุด “Game Changer” ของเศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าไทยจะสามารถสร้างเทคโนโลยี AI ระดับโลกได้หรือไม่ แต่คือ ไทยจะใช้ AI ยกระดับผลิตภาพ และหาจุดยืนใหม่ในห่วงโซ่อุปทานโลกได้เร็วแค่ไหน หากทำได้สำเร็จ AI และ OECD อาจกลายเป็นแรงส่งสำคัญให้เศรษฐกิจไทยหลุดจากกับดักการเติบโตต่ำ และกลับมาเติบโตในระดับที่สูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน