สมาคมประกันวินาศภัยไทย ขานรับมติ ครม. เดินหน้า “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ชูระบบประกันภัยเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงประเทศ ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยพร้อมผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐ ดูแลประชาชนกว่า 30 ล้านหลังคาเรือนคุ้มครองบ้าน–รถ สูงสุด 1 แสนบาท ช่วยบริหารความเสี่ยงงบประมาณ
Categories : Update News, Insurance
Public : 01/10/2026สมาคมประกันวินาศภัยไทย ขานรับมติ ครม. เดินหน้า “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ชูระบบประกันภัยเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงประเทศ ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยพร้อมผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐ ดูแลประชาชนกว่า 30 ล้านหลังคาเรือนคุ้มครองบ้าน–รถ สูงสุด 1 แสนบาท ช่วยบริหารความเสี่ยงงบประมาณ
ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ซึ่งเห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มีระบบดังกล่าว พร้อมเห็นชอบ “กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” และ “กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” เพื่อเป็นกลไกในการให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติ โดยกำหนดกรอบวงเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวม 15,500 ล้านบาท แบ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มฯ จำนวน 15,000 ล้านบาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มฯ จำนวน 500 ล้านบาท
ภาครัฐเดินหน้าการบริหารความเสี่ยงจากภัยพิบัติผ่านระบบประกันภัย เพื่อลดภาระการใช้งบประมาณภาครัฐในการเยียวยาประชาชน โดยออกแบบความคุ้มครองสำหรับที่อยู่อาศัย ครอบคลุมภัยธรรมชาติสำคัญ ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว
สำหรับที่อยู่อาศัย เป็นกรมธรรม์แบบกลุ่ม ให้ความคุ้มครอง สูงสุด 100,000 บาทต่อครัวเรือน เน้นความเสียหายต่อตัวสิ่งปลูกสร้าง โดยไม่รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าและทรัพย์สินภายในบ้าน
กรณีเกิดอุทกภัย หากบ้านได้รับความเสียหาย เบื้องต้นสามารถรับเงินช่วยเหลือ 10,000 บาท โดยใช้ภาพถ่ายประกอบการพิจารณา จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการสำรวจความเสียหายและจ่ายค่าสินไหมตามความเสียหายจริง สูงสุดอีก 90,000 บาท รวมวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อครัวเรือน
ส่วนกรณี วาตภัยและแผ่นดินไหว มีเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 5,000 บาท ก่อนเข้าสู่การสำรวจและพิจารณาจ่ายตามความเสียหายจริง ภายในวงเงินคุ้มครองรวมสูงสุด 100,000 บาท
ทั้งนี้ ความคุ้มครองภัยพิบัติจะเกิดขึ้นเมื่อพื้นที่ดังกล่าวถูกประกาศให้เป็น เขตภัยพิบัติตามประกาศของภาครัฐ
นอกจากนี้ ยังขยายความคุ้มครองกรณีบ้านถูกน้ำล้อมจนผู้อยู่อาศัยไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ หากประสบเหตุเป็นเวลา 7 วัน จะได้รับเงินชดเชย 10,000 บาท
สำหรับผู้มีสิทธิรับความคุ้มครอง จะพิจารณาจากเจ้าของกรรมสิทธิ์และข้อมูลบ้านเลขที่ตามทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง ครอบคลุมบ้านเรือนทั่วประเทศประมาณ 29 ล้านหลังคาเรือน ขณะที่บ้านที่ยังไม่ได้จดทะเบียน หากกระทรวงมหาดไทยสำรวจและขึ้นทะเบียนก็สามารถเข้าสู่ระบบความคุ้มครองได้เช่นกัน
ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต และทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติ
กรณีคนไทยเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย หรือแผ่นดินไหว จะได้รับค่าชดเชยกรณีเสียชีวิต 2,000,000 บาทต่อคน ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยจ่ายให้แก่ทายาทโดยธรรม สำหรับกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติ จะได้รับ200,000 บาทต่อคน
ทั้งนี้ กรมธรรม์ดังกล่าวกำหนดให้มีผลความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ดังนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนหน้าวันที่ 1ตุลาคม 2569 และความเสียหายที่เกิดจากมวลน้ำที่มีอยู่เดิม จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากการประกันภัยครั้งนี้ แต่ประชาชนยังคงได้รับการเยียวยาจากภาครัฐตามปกติ
นโยบายดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับ “ระบบประกันภัย” ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกบริหารความเสี่ยงของประเทศ จากเดิมที่การช่วยเหลือผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ดำเนินการหลังเกิดเหตุและต้องจัดสรรงบประมาณตามความเสียหายที่เกิดขึ้น มาเป็นการเตรียมระบบรองรับและถ่ายโอนความเสี่ยงบางส่วนไว้ล่วงหน้าผ่านกลไกประกันภัย ซึ่งช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผนการบริหารความเสี่ยงและภาระงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ประชาชนมีหลักประกันด้านชีวิตและทรัพย์สินเมื่อเกิดภัยพิบัติ
“หัวใจสำคัญของระบบนี้ ไม่ใช่เพียงการมีเงินชดเชยเมื่อเกิดภัย แต่คือการทำให้ประเทศมีระบบบริหารความเสี่ยงที่เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า ภาครัฐสามารถกำหนดได้ชัดเจนว่าความเสี่ยงส่วนใดรัฐจะรับไว้เอง และส่วนใดสามารถถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัยได้ ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนทั้งในด้านความเสียหายและภาระงบประมาณ ขณะเดียวกันประชาชนก็จะมีหลักประกันและสามารถเข้าถึงการชดเชยได้รวดเร็วขึ้นเมื่อเกิดภัย”
ดร.สมพร กล่าวต่อว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะสร้างประโยชน์ในหลายมิติ ได้แก่ มิติของประชาชน ช่วยให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย มีหลักประกันล่วงหน้าและเข้าถึงความช่วยเหลือได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น ลดความไม่แน่นอนในการฟื้นฟูชีวิตและที่อยู่อาศัยมิติของภาครัฐ ระบบดังกล่าวช่วยให้สามารถบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงได้ล่วงหน้า ทำให้สามารถวางแผนการจัดสรรงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย และมิติของประเทศ ช่วยเสริมความสามารถในการรองรับและฟื้นตัวจากภัยพิบัติ โดยใช้กลไกประกันภัยเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และสังคมในวงกว้าง
ทั้งนี้ การดำเนินการประกันภัยพิบัติแห่งชาติเป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประกันภัย โดยมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้แก่ผู้รับประกันภัย ขณะที่สำนักงาน คปภ. ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ เพื่อให้มีศักยภาพในการดูแลประชาชนและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็วตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนด
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการนำระบบประกันภัยมาใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงของภาครัฐ โดยให้ภาคประกันภัยเข้ามารับความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ควบคู่กับการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุ แทนการพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว
